๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จากบันทึกของเด็ก ๑๒ ขวบ

crop_exposure_resize

พ.ศ. ๒๕๑๖ ผู้เขียนอายุ ๑๒ ขวบ

กำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมปีที่ ๗ (ม. ๑ ปัจจุบัน)

โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เป็นปีแรกผู้เขียนเริ่มใช้สมุดเล่มเล็กจดบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน หรือ ไดอารี

และอีกเล่มหนึ่งเป็นสมุดขนาด ๘ หน้ายก สำหรับตัดแปะภาพเหตุการณ์สำคัญทางหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงเวลานั้น

สี่สิบกว่าปีผ่านไป ผู้เขียนหยิบสมุดบันทึกสองเล่มนี้มาปัดฝุ่น

ค่อย ๆเปิดทีละหน้าจากความกรอบของเนื้อกระดาษ อ่านอย่างละเอียด

และก็นึกแปลกใจ นึกขำ ๆกับสิ่งที่เด็กน้อยได้บันทึก

เพราะส่วนใหญ่เป็นการบันทึกเรื่องราวและทัศนะทางการเมือง

ในสายตาของเด็กชายผู้ได้ยิน ได้เห็น ได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

๒๑-๒๒/๖

วันที่ ๒๑ และ ๒๒ มิถุนายน เป็นวันที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึกไว้ เพราะเป็นวันแห่งการรวมพลังต่อสู้ครั้งสำคัญของบรรดานักศึกษา นิสิตจากทุกมหาวิทยาลัยในกรุงเทพและต่างจังหวัดบางส่วน

เนื่องจากหนังสือ “มาหวิทยาลัยยังไม่มีคำตอบ” ได้เขียนกระทบกระเทือนถึงบุคคลในรัฐบาล ดร.ศักดิ์ ผาสุกนิรันดร์ (อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง)ได้ตั้งกรรมการสอบสวนแล้วให้ลบชื่อนักศึกษาออก ๙ คน ทำให้ไม่เป็นที่พอใจของนิสิตจึงได้ทำการประท้วงดร.ศักดิ์ และในที่สุดนิสิต ๙ คนก็ได้กลับเรียนตามเดิม

๑๙/๑๐/๑๖

“เหตุการณ์ที่ฉันต้องจารึกไว้ในสมองจนวันตาย”

วันที่ ๘-๑๓ ตค. นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นักเรียน ช่างกล ช่างก่อสร้างต่าง ๆ ได้มาทำการร่วมประท้วง รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลถนอม กิตติขจร โดยรัฐบาลได้ทำการจับกุมคน ๑๓ คนที่ได้ทำการเรียกร้องรัฐธรรมนูญโดยการถือป้ายไปตามที่ต่าง ๆ

พอถึงเที่ยงวันที่ ๑๓ เวลา ๑๒.๐๐ น. นักศึกษา ประชาชนได้เดินทางจากธรรมศาสตร์จำนวน ๕ แสนคนมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภายใต้การนำของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และได้เปิดการโจมตีอภิปรายด่าว่ารัฐบาลดุเดือด

จนเวลาตีสี่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้ผู้แทนนิสิตเข้าเฝ้ามีด้วยกัน ๙ คน และทรงพระราชทานพระบรมราชโอวาทมีใจความตอนหนึ่งว่า

“คนที่เป็นผู้ใหญ่นั้นเขามีประสบการณ์ ส่วนคนหนุ่มสาวมีแรงพลัง ทั้งร่างกายและความคิด

ถ้าหากมาปรองดองสมัครสมานกัน ทำงานอย่างพร้อมเพรียง ไม่ผิดใจ แคลงใจกัน การบ้านเมืองจะดำเนินไปด้วยดี

นิสิตนักศึกษาก็เป็นผู้ได้รับการผ่านเลือกเฟ้นมาแล้วว่า มีสติปัญญาและความคิด จึงควรจะรับฟังความรับชอบชั่วดี”

๑๔  ตุลาคม ๒๕๑๖  วันเศร้าสะเทือนใจ (วันมหาวิปโยค) จุดชนวนจลาจลเวลาก่อนรุ่ง  นักเรียนจำนวนหนึ่งเดินมาถึงบริเวณถนนราชวิถีถูกปิดกั้นโดยตำรวจ และในที่สุดจึงเกิดการปะทะกันขึ้น และเป็นชนวนจลาจลมีคนตาย และการต่อสู้ได้เริ่มขึ้นเผา ตึกกตป. กองสลากฯ กรมประชาสัมพันธ์

๑๕ ตุลาคม ๑๖   เผากองบัญชาการตำรวจนครบาล และพลเรือนได้ชัยชนะ รัฐบาลชุดเก่าลาออก ๓ คนหนีไปนอก

๑๔,๑๕,๑๖,๑๗ ตุลาคม ๑๖ วันสะเทือนใจ ฉันคิดว่ามันเป็นวันที่ฉันต้องจดจำไว้ในสมองของฉันตลอดชีวิต ฉันเศร้าใจที่มีการฆ่าหมู่เหมือนไม่ใช่คนไทย ปืนกลกราดใส่นักเรียนอย่างไม่ใช่คนทำ ยังกับเป็นผักปลา

ดีใจเพราะได้ทำการไล่๒หมา ๑ คน ออกไปนอกประเทศ แผ่นดินไทยได้เบาขึ้นอีกเป็นกอง เงินของมันน่าจะเอามาไปชดใช้บูรณะสิ่งที่ถูกทำลายไป

เห็นนักเรียนช่างกล ๖๐ คนถูกฆ่าตายเหมือนใบไม้ร่วง
เห็นนักเรียนช่างกลขับรถเมล์ รถขนขยะชนรถถังจนตัวตาย
เห็นนักเรียนช่างกลมัดมือกันไว้สิบกว่าคน ยืนขวางรถถังจนตาย
เห็นนิสิตถือกระบองสู้ทหาร ๒๒ คนจนถูกยิงเอวเกือบขาด
เห็นเฮลิคอปเตอร์ที่ไอ้เล็กขับบินไปกราดฝูงชนในสนามหลวงและธรรมศาสตร์
เห็นทหารถือ M.16 กราดยิงเด็กนักเรียน

เศร้า สมเพช สะเทือนใจ  เศร้าใจจนเขียนบรรยายเป็นความรู้สึกเกือบไม่ได้   ฉันเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าถ้าตนเป็นผู้ใหญ่แล้วคงจะต้องต่อสู้เคียงไหล่เคียงบ่ากับพวกนั้นจนบาดเจ็บหรือตาย น่าสังเกตว่าทำไมนายทหารเมืองไทยจึงโลภมากอย่างไม่รู้จักพอ

๒๑ ตุลาคม ๑๖

ทำไม จึงห้ามมิให้ข้าราชการมีตำแหน่งในบริษัทต่าง ๆ แต่ธนาคารมีได้
ทำไม เมื่อไม่พอใจจึงปฏิวัติ
ทำไม จึงต้องมีตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดกับนายกรัฐมนตรีเป็นคนเดียวกัน
ทำไม จึงต้องมีการต่ออายุราชการกัน
ทำไม จึงต้องมีที่ดินเยอะ ๆ
ทำไม จึงต้องเรียกตำรวจว่านาย
ทำไม เขาจึงทำตัวไม่ใช่คน

อย่า ให้มีส.ส.มือเน่ามาในกลุ่ม ส.ส.
อย่า ให้มีตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด
อย่า ให้ใช้ตำแหน่งข้าราชการมาหากิน
อย่า ให้มีส.ส.หางว่าว
อย่า ให้มีข้าราชการทุจริตเข้ามาใช้อำนาจอันไม่เป็นธรรม
อย่า ให้มีการติดสินบนเจ้าพนักงาน
อย่า ให้มีประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
อย่า ให้มีการปฏิวัติอีก
อย่า ให้มีคอร์รัปชั่น
อย่า ให้มีการใช้อำนาจข่มเหงราษฎร
อย่า ให้มีการกักตุนสินค้า
อย่า ให้มีการเดินขบวนอีก
อย่า ให้คนไทยต้องฆ่ากันเอง

๒๒ ตค.๑๖

ฉันคิดว่าถ้าทหารกับพลเรือนไม่มาก้าวก่ายหน้าที่ซึ่งกันและกัน เพราะถ้าให้ทหารมากุมอำนาจแล้ว ความเหลวแหลกตลอด ๔๐ ปีที่ผ่านมาก็คงไม่หมดสิ้น  เมื่อนายทหารไม่พอใจ ปฏิวัติ!

ทหารทำตามคำสั่งเจ้านาย (นายทหาร) โดยเคร่งครัดไม่มีโอนอ่อนผ่อนปรน  นายทหารทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเพื่อหวังประจบสอพลอ ทุเรศ!

โกยเงินมาเป็นล้าน ๆ ไม่รู้จักพอ ไม่รู้ว่าเอาไปใช้ทำอะไร ชั่ว !

ประจบไป ประจบมา คอร์รับชั่นไป คอร์รับชั่นมา บ้านเมืองก็ล่มจม ถุย !

คนโง่ทำอะไรโง่ ๆ มันก็โง่ !

๕ ธค. ๑๖

ประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน ของประชาชน และเพื่อประชาชน  ซึ่งหมายความว่าประชาชนเป็นคนปกครองประเทศ ประชาชนมีเสรีภาพและสิทธิที่มีขอบเขต มีหน้าที่ต้องกระทำ แต่การใช้สิทธิและเสรีภาพเกินขอบเขตนั้นมันก็จะมีผลเสียเกิดขึ้น ประชาธิปไตยนั้นเป็นของใหม่สำหรับชาวไทย ทั้ง ๆที่คนไทยมีการปกครองแบบนี้มาถึง ๔๑ ปีแล้วก็ตาม แต่ประชาธิปไตยในเมืองไทยนั้นก็หาได้ดีขึ้นไม่ เพราะว่ารัฐบาลได้ใช้อำนาจเผด็จการ ไม่ยอมให้คนไทยรับรู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร

บันทึกหน้าสุดท้ายเขียนไว้ว่า

“การต่อสู้เพื่อชีวิตของตนเองเป็นสิ่งที่ถูก แต่การต่อสู้โดยไม่มีความหวังเป็นการกระทำของคนโง่”

จากภาพยนตร์เรื่อง “กังฟู”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: