เมื่อไก่ต้องมีบ้าน

ไก่เป็นอาหารโปรตีนราคาถูก คนทั่วโลกนิยมกินมากที่สุด ประมาณว่าไก่ในโลกนี้มีประมาณ 26,000  ล้านตัว เรียกได้ว่า ไก่เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก

ประเทศเลี้ยงไก่มากที่สุดคือ จีน 5 พันล้านตัว  ส่วนบ้านเราเลี้ยงไก่ปีละประมาณ 300 ล้านตัว เกือบทั้งหมดมีชีวิตสั้นประมาณหนึ่งเดือน ก่อนจะกลายเป็นอาหารของมนุษย์

ไม่น่าแปลกใจที่เวลาเราเดินทางไปที่ไหนทั่วโลกจะเห็นไก่อยู่แทบทุกหนแห่ง

แต่เชื่อหรือไม่ ไก่ที่กระจายไปอยู่ทั่วโลกหลายหมื่นล้านตัว มีจุดกำเนิดมาจากไก่ป่าแถวเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง และเมื่อประมาณสี่ห้าพันปีก่อนมนุษย์ได้เริ่มเอาไก่ป่าไปเลี้ยงเป็นอาหาร เพาะพันธุ์จนได้ไก่หลายชนิดกระจายไปทั่วโลก

หนึ่งในสายพันธุ์ไก่ที่เรารู้จักดีคือ ไก่แจ้

เมื่อปีก่อน ผู้เขียนมีโอกาสต้อนรับสมาชิกใหม่ในไร่ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ คือไก่บ้านวัยรุ่นสองคู่ ชาวบ้านในหมู่บ้านนำมามอบให้

ไก่รุ่นนี้มีบรรพบุรุษเป็นไก่ป่า (Red junglefowl) ที่อาศัยอยู่ในป่าเต็งรังละแวกนั้น แอบมาผสมพันธุ์กับไก่แจ้ของชาวบ้าน จนออกลูกออกหลานมาหลายรุ่น หน้าตาคล้ายไก่แจ้แต่รูปร่างสูงใหญ่ไม่เตี้ยเหมือนไก่แจ้ และที่สำคัญคือ ตกเย็นจะบินขึ้นเกาะนอนบนต้นไม้สูง ตามสัญชาตญาณไก่ป่าที่ยังติดตัวมา

เป็นครั้งแรกที่ได้เลี้ยงไก่ในชีวิต โชคดีไก่พวกนี้เกิดมาค่อนข้างแข็งแรงกว่าไก่ที่เลี้ยงไว้เอาเนื้อ ไม่ต้องดูแลมาก ทุกเช้าเย็นแค่โปรยข้าวสารเป็นอาหารให้ไก่ ปล่อยให้เดินหากินเองตามท้องไร่ท้องนา ตกเย็นบินขึ้นเกาะกิ่งไม้นอน ไก่เหล่านี้บินสูง ไม่ได้นอนในสุ่มหรือคอกบนดิน  ไม่ต้องสร้างกรงให้เหมือนไก่ทั่วไป ปลอดภัยจากหมาเจ้าถิ่นละแวกนั้น ที่ชอบออกมาหากินไก่ตอนกลางคืน พอเช้าก็บินลงมาคุ้ยหาอาหารกินตามพื้นดินตามธรรมชาติ

ผู้เขียนไม่ได้เลี้ยงไก่เพื่อหวังกินเนื้อ แม้จะมีคนกล่าวว่า ไก่แจ้ผสมไก่ป่าจัดว่าเป็นไก่อร่อยที่สุด  เลี้ยงเป็นเพื่อน  ตอนแรกเวลาส่งเสียงเรียกให้กินข้าว ไก่ยังไม่ค่อยชิน วิ่งหนีตามสัญชาตญาณระวังภัย แต่อยู่ไปนาน ๆ เริ่มมีความผูกพัน จนสามารถจับมาลูบหัวได้ บางทีชอบเดินตามไก่สังเกตชีวิตของพวกเค้า  นับเป็นความปิติอย่างหนึ่ง

เพิ่งสังเกตว่าไก่แถวนี้ไม่ได้ขันตอนใกล้รุ่ง แต่พร้อมจะขันได้ทุกเมื่อในยามค่ำคืน ดึกดื่นเพียงใดเสียงดังก้องไปทั่วท้องนา

หลายเดือนต่อมา ไก่โตวันโตคืน ไม่ทันไรอ้ายเหลืองตัวผู้ก็ขึ้นไปขี่ผสมพันธุ์ตัวเมีย สักพักตัวเมียก็แยกวงออกมาหาสถานที่ทำรังกกไข่ และออกไข่วันละฟอง ไข่มีขนาดเล็กกว่าไข่ไก่พันธุ์ไข่ที่คนทั่วไปกิน พอออกไข่ครบเจ็ดฟอง ตัวเมียจะเริ่มมากกไข่ทั้งวันทั้งคืน แทบจะไม่ออกไปไหน เป็นเวลาร่วมสามอาทิตย์ ก่อนที่ไข่จะฟักเป็นลูกเจี๊ยบ

ลูกเจี๊ยบออกจากเปลือกไข่ได้ไม่นาน ก็ค่อย ๆ ทรงตัวยืนขึ้นเอง และเดินเตาะแตะตามแม่ไก่ออกไปหากิน เรียกว่าช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่แรกเกิดทันที พอตกเย็นลูกเจี๊ยบทั้งเจ็ดตัวจะเข้าไปซุกนอนอยู่ใต้ปีกแม่ไก่เพื่อหาไออุ่น เป็นเวลาหลายวัน ก่อนที่จะปีกกล้าขาแข็งออกมาจากอ้อมอกแม่

พอฟ้าสาง แม่ไก่จะพาลูกเจี๊ยบเดินหากินตามพื้น ใช้ตีนคุ้ยดิน พอเห็นสิ่งมีชีวิต อาทิ ไส้เดือน ปลวก แมลง กิ้งกือ ตะขาบ แม่ไก่จะจิกก่อน หรือเอาตีนไก่เหยียบ รอให้ลูกเจี๊ยบเฮโลมาจิกกินตามแม่ โดยเฉพาะปลวก อาหารโปรด

ผู้เขียนสังเกตว่า บ้านไม่มีปลวก เพราะไก่จัดการกินปลวกตามพื้นดินได้รวดเร็วก่อนที่จะขึ้นบ้าน

 เย็นวันหนึ่งผู้เขียนได้ยินเสียงไก่ร้องดังมากไม่ขาดสาย พอโผล่ไปหน้าบ้าน เห็นอ้ายเหลืองกับอ้ายเป๋ ไก่ตัวผู้รุ่นน้อง ไล่ตีกันอย่างดุเดือด ทั้งคู่พองขน กระโดดตีกัน ใช้ทั้งกรงเล็บและปากจิกคู่ต่อสู่อย่างเอาเป็นเอาตาย บางครั้งอ้ายเป๋ตัวเล็กกว่าวิ่งไล่อ้ายเหลืองไปทั่วสนามหน้าบ้าน พออ้ายเหลืองหนีไปหลบในพุ่มไม้ อ้ายเป๋ก็ยืนคุมเชิง พออ้ายเหลืองโผล่ออกมา ก็จะไล่ตีกันอย่างดุเดือดไปรอบสนาม

ทำท่าว่าทั้งคู่จะตีกันให้ตายไปข้างหนึ่ง เพื่อเป็นจ่าฝูงแย่งตัวเมีย

การต่อสู้ผ่านไปร่วมสิบนาที สุดท้ายอ้ายเหลืองถูกอ้ายเป๋ไล่ตีฝ่ายเดียว ขนไก่กระจุยกระจาย สุดท้ายอ้ายเหลืองหมอบ ไม่ยอมเคลื่อนไหว ไม่ส่งเสียงร้อง จากอาการบาดเจ็บหนัก เป็นสัญญาณว่ายอมแพ้แล้ว

รุ่งเช้าผู้เขียนเดินตามหาอ้ายเหลืองไปทั่ว นึกว่าหนีไปตายที่ไหน  จนพบว่าหนีไปเลียแผลรักษาตัวอยู่ในพุ่มไม้ ไม่ยอมกินอาหารหรือน้ำเป็นวัน รู้ตัวว่าโดนอ้ายเป๋ยึดตัวเมียไปแล้วสองตัว

ตั้งแต่นั้น อ้ายเป๋เดินคุมตัวเมียสองตัวหากินพร้อมลูกเจี๊ยบ ขณะที่อ้ายเหลืองปลีกวิเวกออกมาหากินตัวเดียว

อ่อนแอก็พ่ายแพ้ไป

เวลาผ่านไปไม่นาน ไก่ตัวเมียอีกตัวก็เริ่มแยกตัวออกไปหาที่ฟักไข่ กกไข่ได้หกฟองและรอคอยชีวิตใหม่

ผู้เขียนเดินไปเยี่ยมเกือบทุกวัน เห็นแม่ไก่กกไข่นิ่ง ๆ แทบไม่ไหวติง  แต่รองแม่บ้านผู้รักไก่เล่าว่า แม่ไก่จะค่อย ๆ กลิ้งไข่ให้พลิกเอาอีกด้านหนึ่งขึ้นมา เพื่อกกไข่ให้ความอบอุ่นทั่วถึง

เห็นความพยายามของแม่ไก่ที่อดทนเพื่อลูกน้อยอย่างจริงจังเป็นเวลาร่วมสามอาทิตย์

วันรุ่งขึ้น ผู้เขียนตื่นลงมาดูรัง และเห็นลูกเจี๊ยบสองตัวเพิ่งฟักเป็นตัวหล่นลงมาจากรัง  แต่บนรังว่างเปล่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ เดินตามหาไปทั่ว จนพบลูกเจี๊ยบครบหกตัวเดินเตาะแตะอยู่แถวนั้น 

แต่แม่ไก่ไม่อยู่ เดินตามหาตั้งนานก็ไม่พบ เพราะปกติแม่ไก่จะหวงลูกมาก อุตส่าห์กกไข่มานานกว่าจะฟักเป็นตัว

แม่ไก่หายไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย รองสงสัยว่า คงโดนงูเหลือมในท้องนาแถวนั้นคาบไปกินแล้ว เพราะหากเป็นหมาจะเห็นร่องรอยของขนจากการต่อสู้

“ปกติไก่จะหนีงูเหลือมทัน. แต่แม่กำลังกกไข่เลยไม่กล้าทิ้งรัง ยอมเสียสละเอาชีวิตปกป้องลูก” รองเล่าให้ฟัง

สงสารแม่ไก่ไม่ทันเห็นหน้าลูกเจี๊ยบก็ตกเป็นเหยื่อแล้ว  ฝ่ายลูกเจี๊ยบก็หนาวเย็นไม่มีแม่คอยกกให้ไออุ่นอีกต่อไป คงอยู่รอดยาก

แต่รองแม่บ้านบอกว่า ทุกเย็นจะเอาลูกเจี๊ยบใส่กล่องกลับบ้าน ไปห่มผ้าห่มนอนข้างๆเตียงด้วยกัน

ลูกเจี๊ยบทั้งหกตัวเลยมีแม่คนใหม่แล้ว

สองเดือนต่อมา ลูกไก่ทั้งหมดเติบโตขึ้นเป็นไก่วัยรุ่น ตอนนี้ที่บ้านมีไก่ร่วมยี่สิบตัวแล้ว เดินกันเต็มลานบ้าน แต่ไม่นานนัก ไก่ค่อย ๆ หายไปทีละตัวสองตัว จากฝีมือของหมาแถวนั้น ที่แอบเข้ามาล่าตอนกลางคืน

ไก่เหล่านี้แม้จะบินหนีหมาขึ้นที่สูงเกาะต้นไม้นอน แต่หมาก็ฉลาดพอจะมาดักซุ่มก่อนฟ้าสาง รอให้ไก่บินลงมา และโดนไล่ล่า บนพื้นดิน จนบินหนีไม่ทัน

หลายครั้งที่เราเห็นขนไก่ ปีกไก่กระจุยกระจายหรือรอยเลือดบนพื้น เป็นหลักฐานสำคัญ และเมื่อตามรอยไป ก็เห็นซากไก่ถูกทิ้งไว้ มีรอยกัดอวัยวะบางส่วนหายไป

“หมาแถวนี้ คาบไก่ บางทีก็ไม่ได้กินจริงจัง แต่กัดเล่นจนตาย”

ไม่กี่อาทิตย์ไก่ลดหายไปเกินครึ่ง แม้แต่อ้ายเหลืองกับอ้ายเป๋ ไก่ตัวผู้รุ่นแรกที่มีประสบการณ์ยังเกือบหนีไม่รอด หางไก่ยาวโดนฉีกกัดเห็นร่องรอยชัดเจน

ความคิดเดิมที่บอกว่า ไก่แจ้ผสมไก่ป่า ตกกลางคืนจะบินขึ้นนอนบนต้นไม้สูง คิดว่ามันจะปลอดภัย ไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป เพราะนอกจากหมาแล้ว งูเหลือมก็มาหาอาหารโอชะแถวนี้ด้วย

แม่ไก่ฟักไข่ออกลูกมาอีกครอก ก็โดนหมาเข้ามากัดคาบแม่ไก่ที่ไม่ยอมหนีเพื่อปกป้องลูกไก่

ชีวิตในธรรมชาติ ผู้อ่อนแอย่อมพ่ายแพ้ผู้แข็งแรงเสมอ

บางครั้งมนุษย์อย่างเราก็ทนดูไม่ได้ ต้องกลายเป็นตัวช่วยให้ผู้อ่อนแอ

ในที่สุดเลยตัดสินใจสร้างบ้านไก่ หลังจากไปดูแบบบ้านไก่จากเพื่อนบ้านเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์

บ้านไก่มีรั้วแข็งแรง หมาไม่สามารถขุดดินมุด ตาข่ายรั้วเล็กเกินกว่าที่งูจะรอดเข้ามา  และพื้นขนาดพอเหมาะให้ไก่อยู่อย่างปลอดภัยและไม่แออัด

หวังว่าไก่แจ้ผสมไก่ป่าเหล่านี้จะมีอายุยืนไปตามธรรมชาติเกือบสิบปี  ขณะที่ไก่พันธุ์เนื้อทั่วไปมีอายุสั้นไม่ถึงเดือน

แต่หากพวกเค้าปีกกล้าขาแข็ง  ชอบบินข้ามรั้วไปหากินนอกรั้ว เคราะห์ร้ายอาจไปเผชิญผู้ล่าอีกครั้ง

 ก็แล้วแต่ยถากรรมนะ  มนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างเราคงช่วยได้แค่นี้

Published by vanchaitan

writer,traveller,photographer,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: