การอยู่นิ่ง ไม่ใช่การยอมจำนน

เช้าวันหนึ่งช่วงปลายฤดูหนาว ผู้เขียนออกมาเดินเล่นบริเวณหน้าบ้าน พลันได้ยินเสียงบางอย่างตรงพุ่มไม้ใกล้กับลำน้ำเล็ก ๆ เสียงดังขึ้นเป็นระยะและเห็นสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวบนดิน ผู้เขียนจึงแหวกพุ่มไม้ไปดูอย่างระวังตัว   ภาพที่ปรากฏคืองูตัวหนึ่งกำลังกัดขาคางคกข้างหนึ่งตรงริมน้ำ และออกแรงลากขึ้นฝั่ง ขนาดของงูใหญ่กว่าคางคกพอควร งูออกแรงลากคากคกขึ้นมา แล้วค่อยๆเขมือบขาคางคกเข้าปากมากขึ้น  คางคกออกแรงดิ้นสุดขีด สะบัดตัวไปมาไม่ยอมให้ความตายค่อยๆคืบคลาน ผู้เขียนมองดูด้วยความตื่นเต้น ไม่ได้คิดจะช่วยชีวิตคางคก เพราะคิดว่านี่คือธรรมชาติของสัตว์นักล่า มนุษย์ไม่ควรทำตัวเป็นพระเจ้าไปตัดสินว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยใคร เราทำตัวเป็นแค่นักสังเกตการณ์เรียนรู้ชีวิตเหล่านี้เป็นบทเรียนอันมีค่ายิ่ง และปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ เลือดค่อย ๆซึมไหลออกจากตัวคางคก ด้วยแผลจากคมเขี้ยวงูที่ฝังลงบนขา คางคกดูอ่อนแรงอ่อนล้า มันพยายามตะกายตัวออกจากปากงู แต่ไม่สำเร็จ เรี่ยวแรงค่อย ๆ หมดไป งูค่อยๆเขมือบขาข้างหนึ่งจนจมหายไปในปาก คิดว่าคางคกคงรอดยาก เพราะมันเริ่มหยุดนิ่งราวหมดกำลัง งูค่อย ๆ ขยับปากเพื่อกลืนตัวคางคกตัวอ้วนให้มากขึ้น คางคกไม่สนองตอบหรือดิ้นรนอะไรอีก  บรรยากาศมีแต่ความเงียบไร้การต่อสู้ดิ้นรน อาหารมื้อเช้าของงูสีน้ำตาลกำลังเริ่มบรรเลง แต่ผิดคาด ดวงตากลมคู่นั้นของคางคกยังคงเบิกตาโพลง ดวงตาสีดำดวงใหญ่ยังมีชีวิตชัดเจน ระหว่างวินาทีความเป็นความตายของคางคก การอยู่นิ่งดูเหมือนคือการเก็บแรงไว้สักพัก รวบรวมพละกำลังครั้งสุดท้าย รอคอยจังหวะเพื่อสู้กับการมีชีวิตให้อยู่รอด ภาพที่เห็นติดตาคือ คางคกที่อยู่นิ่ง ๆ ได้สะบัดตัวอย่างแรงสุดขีดเพียงครั้งเดียวอย่างได้ผล  ขาของมันหลุดออกจากปากงูทันที และคางคกกระโจนลงน้ำด้วยความรวดเร็วแหวกว่ายหายวับไปกับสายน้ำ ขณะที่งูทำเหยื่อชิ้นใหญ่หายไป เลื้อยลับไปในพงหญ้า ผู้เขียนเฝ้าดูการอยู่รอดของชีวิตคู่นี้ด้วยความตื่นเต้น เหตุการณ์เกิดไม่กี่นาทีแต่รู้สึกยาวนานเหลือเกิน งูล่าคางคกเป็นอาหารเพื่อประทังชีวิตContinue reading “การอยู่นิ่ง ไม่ใช่การยอมจำนน”