กะโหลกชาวอินคาและมนุษย์ต่างดาว

วันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์

เปรูเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าอยู่ห่างจากประเทศไทยมากที่สุดในโลก ด้วยระยะทาง  19,154 กม. และหากมีเครื่องบินโดยสารบินตรงด้วยความเร็วประมาณ 900 กิโลเมตร จะใช้เวลาเดินทางถึง  21 ชั่วโมง

กลางเดือนมีนาคม 2567 เรามาถึงกรุงลิมา เมืองหลวงของเปรู ประมาณเที่ยงคืน ขณะที่เมืองไทยเป็นเวลาเที่ยงวัน จากระยะเวลาที่ห่างกันถึง 12 ชั่วโมง

เปรูเป็นดินแดนอันเก่าแก่ของอาณาจักรอินคา  ชนพื้นเมืองโบราณที่ยิ่งใหญ่ของโลกยุคโบราณ

Continue reading “กะโหลกชาวอินคาและมนุษย์ต่างดาว”

เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่คนโลกสวย

วันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นเวลานานแล้วที่อาหารจากเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกของผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าว ถั่ว ผักผลไม้ชนิดต่าง ๆ

สินค้าเกษตรอินทรย์ก็เป็นที่นิยมของผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่อีกด้านหนึ่ง คนทำเกษตรอินทรีย์ก็มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า คนทำเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่เป็นพวกโลกสวย ทำไม่ได้จริงหรอก ทำแล้วมีแต่ขาดทุน

ในปี 2564 ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรรายงานตัวเลขของพื้นที่การปลูกเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย ว่ามีอยู่ประมาณ 1.5 ล้านไร่ ส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นหลัก มีเกษตรกรอินทรีย์จำนวน 95,752 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง เมื่อเทียบกับเกษตรกร 8.7 ล้านคนทำการเกษตรทั้งหมดของประเทศ 143 ล้านไร่ ในจำนวนนี้มีอาชีพชาวนาประมาณ 5.2ล้านคน ปลูกข้าว 72 ล้านไร่

ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่หันมาสนใจปลูกข้าวและถั่วเหลืองอินทรีย์เป็นเวลาสี่ปี และจากประสบการณ์ของตัวเองที่มีโอกาสเดินทางไปดูการปลูกเกษตรอินทรีย์หลายแห่งในประเทศ มีข้อสังเกตดังนี้คือ

  1. การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพาะปลูกจากที่นาที่เคยใช้สารเคมีมาเป็นที่นาอินทรีย์ ต้องใช้ความอดทนในระยะแรกสูงมาก กล่าวคือสามสี่ปีแรก ต้องมีการฟื้นฟูดินให้มีแร่ธาตุตามธรรมชาติ โดยการพักดิน ปลูกพืชตระกูลถั่วเพิ่มแร่ธาตุ แต่ในช่วงเวลานั้นจะต้องไม่ปลูกอะไรเลย ทำให้ขาดรายได้ในช่วงแรกทันที  หลังจากนั้น หากทำเกษตรอินทรีย์จริงจัง จะลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง  ต้องเอาใจใส่ในแปลงมากกว่าปกติ อาจมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นด้านค่าแรงงาน  แต่ราคาขายผลิตผลจะสูงกว่าเกษตรเคมีประมาณ 30-40 %
  2. มักมีความเชื่อว่า การทำข้าวอินทรีย์จะได้ผลิตผลต่อไร่น้อยกว่าข้าวที่ใช้สารเคมี แต่ผลิตผลต่อไร่ของผู้เขียน สามารถผลิตได้ข้าวประมาณ 525 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าค่าเฉลี่ยการทำนาข้าวใช้สารเคมีทั่วประเทศได้ข้าว 478 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งผลผลิตต่อไร่ของการทำนาอินทรีย์ขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ หมั่นดูแลต้นข้าว การให้น้ำ การบำรุงดินเป็นสำคัญก่อนจะทำนา
  3. เกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์กับเกษตรกรที่ใช้สารเคมีจะมีนิสัยแตกต่างกัน คือ เกษตรกรอินทรีย์ส่วนใหญ่จะมีนิสัยช่างสังเกต ชอบทดลองสิ่งใหม่ ๆ ลองผิดลองถูกในแปลงที่นา อาทิการทดลองใช้พืชสมุนไพรในการป้องกันศัตรูพืช ก็จะแตกต่างออกไปตามพื้นที่  ขณะที่เกษตรกรที่ใช้สารเคมีมักจะมีพฤติกรรมทำในสิ่งที่เคยทำกันมาตลอด ไม่ค่อยอยากเปลี่ยนแปลงหรือทดลองอะไรใหม่ ๆ  เลยมักเชื่อว่าการใช้สารเคมีดีกว่าเกษตรอินทรีย์
  4. เกษตรกรหลายพื้นที่ที่หันมาสนใจทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง จุดเริ่มต้นมาจากปัญหาสุขภาพ  ครั้งหนึ่งผู้เขียนเดินทางมา ชุมชนตำบลสงเปือย แหล่งผลิตข้าวอินทรีย์รายใหญ่ของจังหวัดยโสธร ก่อนหน้านี้ชาวบ้านที่นี่ปลูกข้าวหอมมะลิด้วยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดมานานแล้วด้วยความเคยชิน ไม่ว่ายาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืชทุกชนิด เพราะออกฤทธิ์เร็วและราคาไม่แพง จนกระทั่งเมื่อร่วมสิบปีก่อน ชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านเริ่มไม่สบาย เข้าโรงพยาบาลกันมากขึ้น สาเหตุมาจากปัญหาการสูดดมและสัมผัสสารเคมีเป็นเวลานาน จนเกิดการสะสมและมีผลต่อสุขภาพร่างกาย ด้วยความกลัวตาย ชาวนาหลายคนก็เริ่มสนใจไปเรียนรู้วิธีการทำเกษตรอินทรีย์แบบไม่ใช้สารเคมี พวกเขาลองผิดลองถูก ไปดูงานตามที่ต่าง ๆ สั่งสมประสบการณ์ในการทำนาอินทรีย์ทีละเล็กทีละน้อย แต่ขณะเดียวกันชาวนาผู้เริ่มปลูกข้าวอินทรีย์ ต่างยอมรับความจริงข้อแรกว่า ระยะแรกผลิตผลข้าวต่อไร่หลังฤดูเก็บเกี่ยวต้องมีปริมาณลดลงกว่าเดิม เมื่อเทียบกับการใช้สารเคมี

“นาอินทรีย์ได้ข้าวไร่ละ 400 กิโลกรัม แต่นาสารเคมีได้ข้าวไร่ละ 500 กิโลกรัม” ชาวนาคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

แต่สองสามปีต่อมา เมื่อดินฟื้นตัวเต็มที่จากการไม่มีการเติมปุ๋ยและสารเคมี อันทำให้ดินแข็ง ผลิดผลข้าวต่อไร่จะดีขึ้นตามลำดับ และ การปลูกข้าวอินทรีย์มีต้นทุนถูกว่า เพราะไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง แม้รายได้จะไม่สูง แต่รายจ่ายลดลงมากกว่า แต่สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่รายได้ แต่พวกเขาได้กลับคืนมา คือสุขภาพดีขึ้น ไม่ต้องกังวลหรือหวั่นใจกับการสูดดมหรือสัมผัสสารเคมีจะทำร้ายร่างกายอีกต่อไป

ทุกวันนี้ชาวนาสงเปือยหันมาทำนาเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของชาวนาทั้งตำบล  จากที่มีคนเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ตอนแรกไม่ถึงร้อยละ 5

พวกเขาสังเกตว่า หลังจากเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สิ่งที่ตามมาคือผึ้ง แมลงชนิดสำคัญที่สุดในการผสมเกสรดอกไม้ทำให้พืชนานาชนิดเกิดการแพร่ขยายพันธุ์ พืชที่เคยหายไปนานจากสารเคมีในท้องไร่ท้องนา ได้กลับมามากขึ้น รวมถึงต่อ แตนในธรรมชาติ และแมลงในพื้นดินหลายชนิดที่เป็นอาหารโปรตีนของพวกเขา รวมถึงสัตว์ป่าหลายชนิดในป่าชุมชน

ไม่นานนัก นกปากห่างหลายร้อยตัวปรากฏตัวขึ้น ลงมากินหอยเชอรี่ในนาข้าว โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าหอย

เกษตรอินทรีย์จึงเปรียบเสมือนสปริงบอร์ด ทำให้ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศกำลังกลับคืนสู่ท้องไร่ท้องนาอีกครั้ง

  • ชาวนาในชุมชนใดที่มีการรวมตัวกันปลูกข้าวอินทรีย์ และสามารถจัดตั้งเป็นสหกรณ์ เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แหล่งกระจายปัจจัยการผลิต แหล่งรวม และรับซื้อผลผลิต จะสามารถมีพลังต่อรองด้านการตลาดได้ดีกว่า และการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่ทำคนเดียวได้ยาก เนื่องด้วยระบบการรับรองและการตลาด ซึ่งไม่เอื้อต่อชาวนารายย่อยที่มีพื้นที่ทำกินขนาดเล็ก อาทิ เกษตรกรตำบลผักไหม จังหวัดศรีสะเกษ สามารถ คว้ารางวัลต้นแบบปลูกข้าวแปลงใหญ่ระดับประเทศ มีสมาชิกจำนวน 248 ราย พื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 3,780 ไร่ เกิดกลุ่มวิสาหกิจ ข้าวอินทรีย์ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ Organic Thailand ,USDA,EU ผลิตผลข้าวอินทรีย์ส่วนใหญ่ส่งไปขายต่างประเทศที่ให้ราคาดีกว่า จนสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่าที่เคยปลูกข้าวใช้สารเคมี
  • คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาในต่างจังหวัดจำนวนมาก แทนที่จะยังทำงานในเมืองใหญ่เหมือนเดิม  เริ่มหันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์บนที่เพาะปลูกของพ่อแม่ และใช้การตลาดออนไลน์ หรือ E-Commerce เป็นเครื่องมือสำคัญในการขายสินค้าของตัวเอง ตัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง และการมีหน้าร้านของตัวเอง  พวกเขาพบว่า รายได้อาจน้อยกว่างานประจำที่เคยทำในเมืองใหญ่  แต่รายจ่ายลดลงมหาศาล
  • ผู้เขียนเสนอว่า หากรัฐบาลยังคิดว่า แนวโน้มของผู้บริโภคทั่วโลก น่าจะหันมาสนใจอาหารสุขภาพและสินค้าเกษตรอินทรีย์  และสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นสินค้าแบบพรีเมียม รัฐบาลควรจะมีกองทุนสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดได้ในช่วงสามปีแรกที่ไม่มีรายได้ จากการใช้เวลาเปลี่ยนผ่านจากการฟื้นฟูผืนดินที่เคยมีสารเคมีตกค้าง ให้กลับมาให้มีแร่ธาตุตามธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์
  • รัฐบาลยังเก็บภาษีจากบริษัท เหล้า บุหรี่ มาตั้งเป็นกองทุนสนับสนุนสุขภาพของประชาชน  ถึงเวลาที่รัฐควรจะเก็บภาษีบริษัทขายยาฆ่าแมลง  ยาฆ่าวัชพืช ปุ๋ยเคมี ที่มีส่วนในการทำลายคุณภาพดิน นำมาตั้งเป็นกองทุนฟื้นฟูดินให้อุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ

Mekong Walk

“ไม่มีอารยธรรมใดอยู่ได้ ในระบบนิเวศที่ล่มสลาย”

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับนี้ มีผู้ชายวัยสามสิบกว่า กำลังแบกเป้ เดินทางคนเดียวเลียบแม่น้ำโขงระยะทางพันกว่ากิโลเมตร เป็นเวลาสามเดือน  เพื่อเตือนให้ผู้คนรับทราบว่า

“ไม่มีอารยธรรมใดอยู่ได้ ในระบบนิเวศที่ล่มสลาย”

Continue reading “Mekong Walk”

เกาะจิกโมเดล ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั้งเกาะ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

หลายคนที่ชอบเที่ยวธรรมชาติ ท่องทะเลน้ำใส พักอาศัยโฮมสเตย์แบบชิลล์ ๆ บรรยากาศเงียบสงบ อาจรู้จัก ‘เกาะจิก’ สถานที่ท่องเที่ยวเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ที่ได้รับฉายาว่า มัลดีฟส์เมืองไทย

ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนนั่งเรือข้ามมาจากแผ่นดินใหญ่หลังพายุใหญ่ เมื่อได้ข่าวว่าชาวบ้านบนเกาะจิกคือตัวอย่างของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั้งเกาะที่น่าศึกษา

เป็นเวลานานแล้วที่ชาวบ้านเกาะจิก นอกอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี อยากมีไฟฟ้าใช้ แต่ไม่เคยสำเร็จ เพราะทางการไฟฟ้าอ้างว่าไม่คุ้มการลงทุนหากต้องลากสายเคเบิลใต้ทะเลมาขึ้นเกาะ

Continue reading “เกาะจิกโมเดล ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั้งเกาะ”

หลุมหลบภัยที่ไม่เคยถูกใช้งาน

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

แอลเบเนีย เป็นประเทศเล็ก ๆแห่งหนึ่งติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คนไทยไม่ค่อยรู้จัก

เมื่อปีก่อนที่ผู้เขียนไปเยือน มีนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยไม่กี่สิบคน ทั้ง ๆ ที่เป็นประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่ ภูมิประเทศยิ่งใหญ่ตระการตา ธรรมชาติงดงามยิ่ง อาหารอร่อย ไวน์รสชาติดี แต่ค่าครองชีพแทบจะไม่ต่างจากกรุงเทพมหานคร

แอลเบเนียเคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศยากจนที่สุดในยุโรป เพราะปิดประเทศจากการปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์มายาวนาน เพิ่งเปิดประเทศ มีการปฏิรูปการปกครองเป็นเสรีนิยมมาสามสิบกว่าปีเอง

ที่กรุงเทเรนา เมืองหลวงของแอลเบเนีย ผู้เขียนแวะไปสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศนี้ และมีอยู่เกลื่อนทั่วประเทศ คือบังเกอร์หรือหลุมหลบภัย

Continue reading “หลุมหลบภัยที่ไม่เคยถูกใช้งาน”

Blindness in the red path  บทเรียนจากแอลเบเนีย

วันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์

ไม่นานมานี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้เดินทางไปแอลเบเนีย ประเทศเล็ก ๆ แถบเมดิเตอร์เรเนียนในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้  มีขนาดพื้นที่เพียง 18 ล้านไร่  ขนาดเล็กกว่าภาคตะวันออกของไทยเสียอีก

คนไทยอาจจะแทบไม่รู้จักประเทศยุโรปแห่งนี้ แต่บุคคลผู้มีชื่อเสียงระดับโลกคนหนึ่ง คือ แม่ชีเทเรซา นักบุญผู้ช่วยเหลือและต่อสู้เพื่อคนยากไร้ตลอดชีวิต ก็คือชาวแอลเบเนีย

ประเทศแห่งนี้เคยได้สมญาว่า เกาหลีเหนือแห่งยุโรป จากอดีตที่เคยปิดประเทศมายาวนานและมีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ทำให้แอลเบเนียได้ชื่อว่าเป็นประเทศยากจนที่สุดในยุโรป

จากความยากจน ความว่างงาน การคอรัปชั่น และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และการปกครองแบบเผด็จการอันยาวนาน และจากความคิดของผู้นำประเทศที่สร้างสิ่งก่อสร้างไร้ประโยชน์ทั่วประเทศ จนทำให้ประเทศเกือบล้มละลาย

 เชื่อหรือไม่ว่า แอลเบเนียแม้จะเป็นประเทศขนาดเล็กมาก แต่มีบังเกอร์คอนกรีตหรือหลุมหลบภัยมากที่สุดในโลกถึง 173,371 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งถูกสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 ถึง 1980 ในสมัยของประธานาธิบดี Enver Hoxha อดีตจอมเผด็จการผู้นำประเทศผู้ปกครองประเทศมายาวนาน  (1944 -1985) 

ด้วยสาเหตุคือ แม้ว่าแอลเบเนียจะเคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของโซเวียตรัสเซียในยุคสมัยของสตาลิน  แต่ต่อมาเกิดความขัดแย้งกันในสมัย นีกีตา ครุชชอฟ ผู้นำรัสเซียคนต่อมา แอลบาเนียจึงไปมีความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในยุคเหมา เจ๋อ ตงแทน และHoxha กลัวว่ากองทัพโซเวียตจะบุกยึดครอง จึงระดมสร้างหลุมหลบภัยทั่วประเทศ ละลายเงินไปหลายพันล้านดอลล่าร์  เพิ่มงบทางทหาร เกณฑ์คนมาเป็นทหารแปดแสนคนจากพลเมืองไม่ถึงสามล้านคน สร้างภาพให้ผู้คนหวาดกลัวว่า กำลังจะเกิดสงครามใหญ่

ไม่ต่างจากประเทศเกาหลีเหนือ ที่มุ่งพัฒนาอำนาจทางการทหาร มีทหารประจำการมากมาย แต่ผู้คนในประเทศอดตาย

แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดสงครามใด ๆ บังเกอร์นับแสนถูกปล่อยให้ทิ้งร้างอย่างไร้ค่า ผลที่ตามคือเศรษฐกิจในประเทศย่อยยับ คนยากจน ว่างงาน ไม่เกิดการพัฒนาใด ๆ

ทำให้เกิดสภาวะสมองไหลอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวพากันอพยพออกนอกประเทศมากขึ้น เพื่อไปแสวงหาโอกาสและชีวิตการทำงานที่ดีกว่าในประเทศอื่น อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส กรีซ อิตาลี ฯลฯ

ไม่แปลกใจที่แอลเบเนียมีประชากรอาศัยอยู่ในประเทศเพียงประมาณ 2.8 ล้านคน แต่อพยพไปอยู่นอกประเทศถึงแปดล้านกว่าคน

ทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ ผู้เขียนมักจะแวะดูพิพิธภัณฑ์เป็นหลัก เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนั้น เช่นเดียวกับที่เมืองหลวงทิรานา ผู้เขียนมีโอกาสเดินชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ตั้งอยู่จัตุรัสกลางเมือง ด้านหน้าอาคารสถาปัตยกรรมแบบโซเวียตสามชั้นเป็นรูปแกะสลักประชาชนชาวแอลเบเนีย  ก่อนเข้าไปเห็นมีรูปอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่เป็นรูปบุรุษบนหลังม้า ข้างหลังมีธงชาติสีแดงตรงกลางเป็นรูปนกอินทรีสองหัว สัญลักษณ์ของประเทศ

พอเข้าไปดูเรื่องราวประวัติศาสตร์ในอาคารพิพิธภัณฑ์สามชั้น จึงรู้ว่าในอดีตแอลเบเนียเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันและจักรวรรดิไบแซนไทน์ จากนั้นจึงถูกยึดครองโดยจักรวรรดิออตโตมัน  และบุรุษบนหลังม้าคือบิดาแห่งชาวแอลเบเนียตลอดกาลชื่อ Skanderbeg (คศ.1405-1468) เป็นนักรบผู้สามารถรวบรวมทหารขึ้นต่อสู้เอาชนะกองทัพของจักรวรรดิออตโตมันที่มีกำลังเยอะกว่า ปลดปล่อยแอลเบเนียจากการยึดครองได้สำเร็จ  แต่สุดท้ายเมื่อเขาตาย แอลเบเนียก็ตกอยู่ภายใต้จักรวรรดิออตโตมันเป็นเวลาห้าร้อยปี และเมื่อจักรวรรดิมุสลิมนี้เสื่อมอำนาจ แอลเบเนียได้ประกาศเอกราชในปีค.ศ. 1912  

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อิตาลี  ภายใต้การนำของเบนิโต มุสโสลินี เคลื่อนกองทัพเข้ายึดครองแอลเบเนียเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี และเผชิญกับการต่อสู้อย่างดุเดือดของแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ ทำสงครามใต้ดินสู้รบแบบกองโจรกับกองทหารอิตาลีและเยอรมนี  มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก

หลังสงครามโลกสงบลง แอลเบเนียได้เป็นเอกราชอีกครั้ง พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และประเทศอยู่ภายใต้อิทธิพลของโซเวียตเป็นเวลานาน แต่ก็ประสบความวุ่นวายและไร้เสถียรภาพทางการเมือง เกิดการชุมนุมประท้วงของกรรมกรที่ต้องการค่าแรงเพิ่ม รัฐบาลใช้กำลังเข้าปราบปราม ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลไปทั้งประเทศ จนถึงปีค.ศ. 1991  ผู้นำประเทศยอมถ่ายเทอำนาจ และมีการปฏิรูปการเมือง ปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเป็นแบบเสรี มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสาธารณรัฐแอลเบเนีย

ที่น่าสังเกตคือพื้นที่ของอาคารพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาตินี้ เกือบครึ่งหนึ่งอุทิศให้กับการต่อสู้ลุกฮือของประชาชน ที่ต่อสู้กับผู้รุกรานจากภายนอก เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และการต่อสู้กับเผด็จการที่ปกครองประเทศมายาวนาน เพื่อตั้งใจเล่าให้คนรุ่นหลังรับทราบว่า ประวัติศาสตร์ของประเทศนี้สร้างจากเลือดเนื้อของประชาชนมาโดยตลอด

มีนิทรรศการ ภาพถ่าย หลักฐานเชิงประจักษ์ มีด ดาบ ปืน ปืนใหญ่ อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยต่าง ๆ  เล่าเรื่องประชาชนที่ลุกขึ้นมาจับอาวุธสู้กับผู้รุกราน ตั้งแต่จักรวรรดิออตโตมัน กองทัพของนาซีและมุสโสลินีในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่ยึดครองแอลเบเนีย อาทิจดหมายฉบับสุดท้ายของวีรสตรีสาวที่โดนประหารชีวิตในเยาว์วัย ภาพการประหารชีวิตหมู่นักรบหนุ่มสาวที่ถูกทหารนาซีจับเป็นเชลย และเรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์เมื่อประชาชนมือเปล่าลุกขึ้นสู้กับรัฐบาลเผด็จการ จนล้มตายมากมาย (ช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ. 2535) ก่อนที่มีการปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจัง ทำให้ประเทศก้าวสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมไม่กี่สิบปี

ผู้เขียนเดินผ่านรูปปั้นแห่งหนึ่งชื่อ Blindness in the red path

ศิลปินได้ปั้นรูปคนไม่มีหัว ไม่มีตา อันเปรียบเสมือนประชาชนบางกลุ่มที่ถูกเผด็จการชนชั้นปกครองล้างสมองด้วยค่านิยม และอุดมการณ์บางอย่างจนเชื่อสนิทใจ โดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องตั้งคำถาม เหมือนเป็นเครื่องจักรที่พร้อมจะออกมาทำร้ายคนที่เห็นต่างกันทางความคิด

คนเหล่านี้จึงไม่มีหัว มืดบอดทางปัญญา แต่เดินเฉิดฉายบนพรมแดง

ไม่ต่างอะไรกับบางกลุ่มในสังคมไทย ที่ถูกบ่มให้เชื่ออุดมการณ์บางอย่างอย่างงมงาย โดยไม่เคยตั้งคำถาม

ชาวแอลเบเนียที่เข้าไปชมเรื่องราวในพิพิธภัณฑ์จึงซึมซับว่า เสรีภาพที่พวกเขาได้มาในปัจจุบัน แผ่นดินที่พวกเขาอยู่ได้อย่างอิสระ แลกมากับชีวิตของประชาชนธรรมดาหลายหมื่นคนในอดีตอันยาวนานอย่างไร

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของแอลเบเนีย จึงเป็นพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประชาชนชาวแอลเบเนีย ทุกระดับ ทุกชนชั้น ขณะที่อีกประเทศหนึ่ง ประวัติศาสตร์ของประชาชนแทบจะไม่เคยถูกบันทึกไว้เลย

CSR กับบ้านพักครูที่ถูกทิ้งร้าง

วันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์

ทุกวันนี้บริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่มักมีการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือที่รู้จักกันในนามของ CSR (Corporate Social Responsibility) คือ กิจกรรมที่บริษัทหรือองค์กรจัดขึ้นภายใต้แนวคิดในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

การทำ CSR ส่วนใหญ่ที่เรามักได้ยินคือ การปลูกปา แจกอาหาร แจกสิ่งของให้กับผู้ยากไร้ตามชุมชน หรือบริจาคอุปกรณ์การเรียน การสอน เครื่องกีฬาให้กับโรงเรียน ฯลฯ

แต่ในจังหวัดสมุทรปราการ มีการทำกิจกรรม CSR แห่งหนึ่ง ที่มีแนวคิดแหวกแนว

Continue reading “CSR กับบ้านพักครูที่ถูกทิ้งร้าง”

ลายเส้นเฟื้อ หริพิทักษ์ สมบัติล้ำค่าที่เพิ่งเปิดเผย

วันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์

         เป็นที่ทราบกันดีว่า ศิลป์ พีระศรี ได้รับการยกย่องให้เป็น เป็นบิดาแห่งวงการศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทย  เช่นเดียวกับ เฟื้อ หริพิทักษ์ เป็นครูใหญ่ของวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทย

         เฟื้อ หริพิทักษ์(พ.ศ.2543-2536)  ถือเป็นศิษย์รุ่นแรกของ อ.ศิลป์ พีระศรี ตั้งแต่โรงเรียนประณีตศิลปกรรม ในปีพ.ศ. 2476  ก่อนจะเติบโตเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร

         คนในวงการศิลปะทราบดีว่า งานของอาจารย์เฟื้อจะมีราคาแพงอันดับต้น ๆของบรรดาศิลปินไทย  หากมีภาพของอาจารย์เฟื้อ หลุดออกมาประมูลอย่างน้อยราคาประมูลต้องมีเลขเจ็ดหลัก

หลายคนอาจรู้จักอาจารย์เฟื้อในฐานะครูบาอาจารย์ที่มีผลงานด้านศิลปะไทยมากมายจนได้รับเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติในปี 2528

ศิลปินส่วนใหญ่อาจรู้จักอาจารย์เฟื้อในฐานะผู้บุกเบิกงานศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์ยุคแรกๆ ของเมืองไทย ทั้งยังเป็นเจ้าของรางวัลเหรียญทองจากงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติถึงสามครั้งด้วยกัน

คนในวงการอนุรักษ์อาจรู้จักอาจารย์เฟื้อในฐานะผู้บุกเบิกงานอนุรักษ์จิตรกรรมภาพฝาผนังไทยอย่างจริงจัง  รากฐานของศิลปะไทย ที่สืบทอดจนมาถึงปัจจุบัน ก็มาจากการทำงานอนุรักษ์ของท่านมาตลอดชีวิต จนได้รับรางวัลแม็กไซไซ สาขาบริการชุมชน ในปี 2526

แต่เหนืออื่นใด ท่านคือผู้ทำงานศิลปะที่มีชีวิตเยี่ยงศิลปินอย่างแท้จริง

ช่วงชีวิตกว่า 80 ปีของอาจารย์เฟื้อยิ่งใหญ่ในสายตาของคนรู้จัก  ชีวิตที่ผ่านโลกมาโชกโชน เหมือนเรือล่องในทะเลผ่านมรสุมความทุกข์ยากมาตลอดชีวิต มีทุกข์มีสุข หลากหลายอารมณ์คละเคล้าราวกับตัวละครที่โลดแล่นในนิยายเล่มโต เป็นชีวิตที่มีรสชาติมีสีสันราวกับภาพอิมเพรสชันนิสม์ที่ปาดป้ายสีอันหนักแน่นรุนแรงลงบนผืนผ้าใบ

เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีวิญญาณขบถ ที่น้อยคนนักในสังคมไทยยุคก่อนและยุคนี้จะแสดงความกล้าออกมาเฉกเช่นท่าน

วิญญาณขบถที่ต่อมามีคุณูปการแก่สังคมไทยอย่างมหาศาล

Continue reading “ลายเส้นเฟื้อ หริพิทักษ์ สมบัติล้ำค่าที่เพิ่งเปิดเผย”

เมื่ออุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศา กับความร้อนจัดเป็นประวัติการณ์

วันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์

อากาศร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลตายเกลื่อน สิ่งเหล่านี้คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชาวโลกกำลังจะเผชิญกับมหันตภัยจากโลกร้อนแน่นอน

สาเหตุมาจากอะไร

เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2567 มีข่าวใหญ่ในสื่อต่างประเทศ แต่แทบจะไม่เป็นข่าวในสื่อไทย คือ

Nature Climate Change หน่วยงานหลักที่ดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้เปิดเผยงานวิชาการที่เก็บข้อมูลมานานว่า  ในปี 2023 โลกมีอุณหภูมิร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปี 2393-2443) เป็นครั้งแรกไปเรียบร้อยแล้ว ทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกพยายามจะจำกัดอุณหภูมิไม่ให้ร้อนเกิน 1.5 องศาเซียลเซียส

ก่อนหน้านี้ Berkeley Earth องค์กรวิจัยอิสระด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ ได้เผยแพร่รายงานอุณหภูมิโลกประจําปี 2566 ว่า เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

ในปีพ.ศ. 2558 ประชาคมโลก 197  ประเทศ ได้ให้คำมั่นไว้ในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่จะจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้พุ่งเกิน  1.5 องศาเซสเซียส โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ตัวเลข 1.5 องศาเซลเซียสถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’  คือหากอุณหภูมิสูงไปกว่านี้ โอกาสที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จะยากขึ้นมาก หรืออาจจะสายไปเสียแล้ว

อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นสูงเกิน 1.5 องศาเซียลเซียส ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งร้ายแรงที่สุด ถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งสำคัญ และหายนะของคนทั้งโลก แต่ดูเหมือนมีแต่ความเงียบ

Continue reading “เมื่ออุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศา กับความร้อนจัดเป็นประวัติการณ์”

ที่สุดในโลกแบบไทย ๆ

วันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์

เปิดปีใหม่มาไม่นาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ได้ เปิดตัวโครงการ “THAILAND SOFT POWER X GUINNESS WORLD RECORDS CHALLENGE” ประกาศจัดแข่งขัน 5 ที่สุดของโลก หวังขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทย ผ่าน Soft Power  ซึ่งเปิดให้ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมแข่งขันในวันที่ 21-27 ก.พ. 2567 ณ สยามพารากอน

การแข่งขันใน 5 หัวข้อที่สุดของโลก เพื่อบันทึกไว้ใน “กินเนสส์บุ๊ก” ซึ่งเป็นหนังสือที่ใช้บันทึกสถิติความเป็นที่สุดในโลกด้านต่างๆ   ได้แก่

1. ใส่นวมต่อยลูกโป่งแตกมากที่สุดใน 1 นาที

2. ใส่กางเกงช้างเยอะที่สุดใน 1 นาที

3. กินสตรีทฟู้ด (ปาท่องโก๋) มากที่สุดใน 1 นาที

4. ใส่หน้ากาก (หน้ากากผีตาโขน) ได้มากที่สุดใน 1 นาที

5. กินป๊อบคอร์นได้เยอะที่สุดใน 1 นาที

ข่าวชิ้นนี้ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์แบบทัวร์ลงจากชาวเน็ตพอสมควร ถึงความคิดที่อยู่เบื้องหลังการจัดงานครั้งนี้

Continue reading “ที่สุดในโลกแบบไทย ๆ”

ป่าคลองมะเดื่อ กับความล้าหลังในการจัดการน้ำของประเทศไทย

 วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์  

ในปัจจุบันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำทั่วโลกพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในการเก็บรักษาน้ำหลากหลายวิธีการ แม้กระทั่งในพื้นที่ทะเลทราย ก็ยังสามารถเก็บรักษาน้ำได้โดยแทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่สำหรับไทย หลายครั้งที่เมื่อเกิดความจำเป็นในการหาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มักจะยอมแลกกับการสร้างเขื่อน สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และยอมสูญเสียพื้นที่ป่าทางธรรมชาติไป

กรมชลประทานที่ก่อตั้งมานานถึง 120 ปี ดูจะมีวิธีการและเทคโนโลยีสำหรับการเก็บกักน้ำขนาดใหญ่แบบซ้ำซากไม่ต่างจากวิธีที่เคยทำมาหลายสิบปี คือ ‘การใช้พื้นที่ป่าธรรมชาติเป็นที่กักเก็บน้ำ’ เพราะตราบใดที่คิดว่า พื้นที่ป่าเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุดในการก่อสร้าง ภาครัฐไม่ต้องเสียเงินค่าเวนคืนที่ดินหากมีเอกสารสิทธิ์ และป่าไม้ก็อยู่ในการดูแลของหน่วยราชการด้วยกัน เพียงขออนุมัติจากรัฐบาล ถ้าผ่านการเห็นชอบก็สามารถเริ่มดำเนินการได้  

การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อแลกกับการสร้างอ่างเก็บน้ำ จึงดูเหมือนเป็นวิธีที่ง่าย ราคาถูก และสะดวกที่สุด

Continue reading “ป่าคลองมะเดื่อ กับความล้าหลังในการจัดการน้ำของประเทศไทย”

เกาะหมาก แหล่งท่องเที่ยวอันดับสองของโลก

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ไม่นานมานี้มีข่าวเล็กๆว่า ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี มีการประกาศว่า  เกาะหมากได้รับรางวัล “2023 Green Destinations Story Awards” อันดับสอง จากแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนสุดยอดทั่วโลก 100 แห่ง

เกาะหมากมีพื้นที่ประมาณ 8,500 ไร่ เป็นเกาะใหญ่อันดับสามในท้องทะเลตราด รองจากเกาะช้างและเกาะกูด

หลายคนอาจเคยไปเที่ยวทะเลตราด อาจจะรู้จักเกาะกูด และอาจขับเรือผ่านเกาะหมาก ที่น้อยคนจะรู้จัก เพื่อไปขึ้นเกาะช้าง สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง มีเรือเฟอรี่บรรทุกนักท่องเที่ยวเทียบท่าวันละหลายรอบ

 แต่สำหรับชาวยุโรปที่รักธรรมชาติและความเงียบสงบ ที่นี้คือสวรรค์บนดินของพวกเขา

Continue reading “เกาะหมาก แหล่งท่องเที่ยวอันดับสองของโลก”