ทำไมการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของชาวบ้านจึงไม่ไปถึงไหน

วันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์

         ลองจินตนาการดูว่า หากรัฐบาลส่งเสริมอย่างจริงจังให้อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ติด Solar Roof top หรือผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาไว้ใช้เอง และหากผลิตไฟฟ้าเหลือช่วงกลางวัน ก็สามารถขายคืนให้การไฟฟ้าได้

         อะไรจะเกิดขึ้น

  1. เราจะมีไฟฟ้าใช้จากแหล่งพลังงานที่สะอาด ลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล ที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อน ไม่ต้องลงทุนหลายพันล้านบาท สร้างโรงผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง  รวมถึงการไปซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนประเทศเพื่อนบ้าน ที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำโขงมหาศาล
  2.   ค่า Ft ลดลง  ค่า Ft (Fuel Adjustment Charge (at the given time)ซึ่งเป็นค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าจากเอกชนหรือประเทศเพื่อนบ้าน ที่แต่ละบ้านต้องจ่ายเพิ่มขึ้นตลอด อาจจะลดลงอย่างมีนัยะสำคัญ
  3. ทุกวันนี้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ต่ำลงเรื่อย ๆ ตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ และกำลังต่ำกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลและพลังน้ำจากเขื่อน
  4. เป็นการลดการผูกขาดพลังงานไฟฟ้าของรายใหญ่ให้ลดลง และกระจายไปสู่ประชาชนให้มีส่วนในการผลิตไฟฟ้า

ในต่างประเทศ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตอย่างรวดเร็ว จีนแซงหน้าประเทศอื่นๆ มากในด้านการขยายพลังงานแสงอาทิตย์ โดยขณะนี้มีกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์รวม 609,921 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้ผลิตมาจาก Solar Roof top  225,000 เมกะวัตต์  ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา 139,205เมกะวัตต์  ญี่ปุ่น  87,068เมกะวัตต์  เยอรมนี 81,739เมกะวัตต์ และอินเดีย 73,109เมกะวัตต์

ที่น่าประหลาดใจคือประเทศเวียดนามกลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบก้าวกระโดดขึ้นมาอันดับ 13 ของโลก ด้วยกำลังการผลิต 17,077 เมกะวัตต์  ในจำนวนนี้ผลิตมาจาก Solar Roof topเป็นประวัติการณ์ที่ 9,000 เมกะวัตต์

          หันกลับมาที่ประเทศไทย ในปีพ.ศ. 2565 ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด  53,336  เมกะวัตต์  ผลิตได้จากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นโซล่าร์เซลล์  3,135 เมกะวัตต์ เกือบทั้ง่หมดเป็นโรงผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่  และมาจากโครงการโซล่าร์บนหลังคาชาวบ้าน Solar Roof top แค่ 11 เมกะวัตต์

         ทำไมการผลิตไฟฟ้า Solar Roof top ในประเทศไทยถึงต่ำเตี้ยได้ขนาดนี้ อาจจะด้วยเหตุผลสามประการคือ

         1 รัฐบาลยังไม่ยอมใช้ระบบ  NET METERING คือ ระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ตามจริง จากการผลิตไฟฟ้าที่ได้จากโซลาร์เซลล์หักลบกับไฟที่ใช้จากการไฟฟ้า ซึ่งผู้ใช้ไฟจะจ่ายค่าไฟตามจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่หักลบกันแล้ว อาทิบ้านหลังนี้ใช้ไฟฟ้า 5,000 หน่วย แต่ผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ได้ 2,000 หน่วย ใช้ไฟฟ้าจากข้างนอก 3,000 หน่วย พอหักลบกันแล้ว เจ้าของบ้านจะจ่ายค่าไฟเดือนละ 3,000 หน่วย

         ปัจจุบัน การคิดค่าไฟของประเทศไทยยังเป็นแบบ Bill Mertering  คือการคิดแยกระหว่างค่าซื้อไฟจากการไฟฟ้ากับค่าขายไฟคืนการไฟฟ้า แล้วจึงนำเงินค่าขายไฟคืนมาหักลบกัน เช่นปกติใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 5,000 หน่วย ผลิตไฟจากโซลาร์เซลล์ได้ 2,000 หน่วย นำมาใช้ในบ้านเพียง 1,500 หน่วย อีก 500 หน่วยขายคืนการไฟฟ้าในเรท 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเงิน 1,100 บาท และในเวลาที่โซลาร์เซลล์ผลิตไฟไม่ได้ เช่น เวลากลางคืน เราก็ใช้ไฟจากการไฟฟ้า 3,500 หน่วย คิดเป็นเงิน 13,965 บาท ลบจากที่ขายไฟคืนการไฟฟ้า 1,100 บาท เป็นเงิน 12,865 บาท ซึ่งเป็นวิธีที่จ่ายเงินค่าไฟมากกว่าแบบ NET METERING

         หลายภาคส่วนจึงสนับสนุนให้ประเทศไทยใช้ระบบการคิดค่าไฟแบบ NET METERING เช่นเดียวกับอเมริกา เดนมาร์ก และอีกหลายประเทศ แม้แต่พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลก็พูดหาเสียงไว้ว่าจะสนับสนุน NET METERING แต่ปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิม

  •  ราคารับซื้อไฟฟ้าคืนจากทางการราคาต่ำ คือรับซื้อจากชาวบ้านหน่วยละ 2.20 บาท ขณะที่คิดราคาค่าไฟฟ้าจากชาวบ้านหน่วยละ 4 บาท และระยะเวลารับซื้อคืนก็สั้นเพียง 10 ปี แต่ถ้าเป็นโรงผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์ฟาร์ม ให้เวลาถึง 25 ปี
  • มีกฎระเบียบยุ่งยากมากในการขออนุญาตติดตั้ง Solar Roof Top บนหลังคา
  • ไม่มีมาตรการทางการเงินสนับสนุน อาทิแหล่งเงินกู้ เพราะแม้ว่าราคาของแผงโซล่าร์จะลดลงมาก แต่ก็ยังสูงอยู่ในสายตาของคนทั่วไป

แต่ในขณะเดียวกันที่เมืองนอกประสบความสำเร็จในการให้ประชาชนผลิต Solar Roof Top เพราะรัฐบาลมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวและสนใจในเรื่องนี้  ปัจจัยสำคัญได้แก่ การสนับสนุนด้านนโยบายและกฎระเบียบ กลไกทางการเงินที่หลากหลายและตรงเป้าหมาย โมเดลธุรกิจที่เป็นนวัตกรรม และการสนับสนุนจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่นำไปสู่การลดต้นทุนของแผงเซลล์แสงอาทิตย์

ตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์  เปิดให้ประชาชนร่วมผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองภายในครัวเรือนหรือกิจการต่าง ๆ โดยให้เจ้าของบ้านติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ เพื่อให้ประชาชนเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าเอง

ประเทศเกาหลีใต้ ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นได้

ประเทศเบลเยี่ยม  เจ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ใกล้เคียงโดยตรง แม้ว่าจะเป็นลูกค้าของการไฟฟ้าฯแล้วก็ตาม

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ตั้งเป้าว่าในปีพ.ศ. 2580 จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ 16 % หรือประมาณ 8,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะมาจากการประมูลของบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเดิม ๆ มากกว่าการกระจายการผลิตไฟฟ้าไปสู่ครัวเรือน

ตราบใดก็ตามที่รัฐบาลไม่เห็นประโยชน์ของประชาชนมาก่อนอื่น เราจะไม่มีทางเห็นรัฐบาลผลักดัน ส่งเสริมการผลิต Solar Roof Top ในระดับครัวเรือน นอกจากลมปากคำสัญญาก่อนหาเสียงเลือกตั้ง

Leave a comment