2025 เราจะเผชิญอะไรกับปัญหาโลกร้อน

วันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์

น้อยคนที่จะทราบว่า สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยน้อยกว่า 1% ของทั้งโลก แต่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 10 ประเทศ ที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยปีค.ศ. 2023 ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกเรียงตามลำดับ คือ จีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย สหภาพยุโรป27 ประเทศ รัสเซียและบราซิล ที่มีประชากรรวมกันครึ่งหนึ่งของทั้งโลก เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดในโลกโดยคิดเป็น 68 % ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

 ในขณะที่ทั่วโลกต่างตื่นตระหนกกับปัญหาโลกร้อน และเรียกร้องให้ชาติต่าง ๆ ลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แต่ในปี 2023 จีนอินเดีย รัสเซียและบราซิลยังเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไปเมื่อเทียบกับปี 2022

ประเทศกำลังพัฒนาต้องแบกรับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เลวร้ายและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่ประเทศเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกสะสมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

Nature Climate Change หน่วยงานหลักที่ดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้เปิดเผยงานวิชาการที่เก็บข้อมูลมานานว่า  ในปี 2023 โลกมีอุณหภูมิร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปี 1850-1900) เป็นครั้งแรกไปเรียบร้อยแล้ว ทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกพยายามจะจำกัดอุณหภูมิไม่ให้ร้อนเกิน 1.5 องศาเซียลเซียส

ในปี 2015 ประชาคมโลก 197  ประเทศ ได้ให้คำมั่นไว้ในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่จะจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้พุ่งเกิน  1.5 องศาเซสเซียส โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ตัวเลข 1.5 องศาเซลเซียสถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’  คือหากอุณหภูมิสูงไปกว่านี้ โอกาสที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จะยากขึ้นมาก หรืออาจจะสายไปเสียแล้ว

อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นสูงเกิน 1.5 องศาเซียลเซียส ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งร้ายแรงที่สุด ถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งสำคัญ และหายนะของคนทั้งโลก

ฤดูร้อนปี 2024  อุณหภูมิทั่วโลกสูงแตะ 1.5 องศาเป็นครั้งแรก  คนไทยต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควันพิษที่นับวันจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  เช่นเดียวกับที่ต้องเผชิญกับอากาศร้อนจัดมาตลอด “ทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงสุดทำลายสถิติเท่าที่เคยมีมา อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 44.6-44.9 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จ.ลำปาง จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก เพราะเป็นพื้นที่ราบสูง และไม่มีป่าปกคลุมอันเกิดจากการถูกทำลายไปจำนวนมาก

ความร้อนจัดได้ทำให้น้ำทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงเกิน 30 องศาเซลเซียสขึ้นไป หญ้าทะเลไทยตายกว่า 10,000 ไร่ ปะการังฟอกขาวเสียหายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เผยข้อมูลในปี 2567 ปะการังมีอัตราการฟอกขาวประมาณ 60 – 80% จากภาวะโลกร้อน และสภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้น จนปะการังเครียดและถูกทำลายจนเป็นหินปูนสีขาว และใช้เวลาอีกหลายปีกว่าปะการังจะกลับคืนมาได้

ปะการังเป็นแหล่งอนุบาลและที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์น้ำทุกชนิด เมื่อบ้านหายไป ปริมาณสัตว์น้ำที่เป็นอาหารโปรตีนหลักของมนุษย์ทั่วโลกจะต้องขาดแคลนแน่นอน

เมื่อหญ้าทะเล อาหารหลักของพะยูนค่อย ๆ หายไป  พะยูน สัตว์ป่าสงวนตายมากอย่างไม่น่าเชื่อ ในปี พ.ศ. 2024 มีพะยูนตายไปแล้วเกือบ40  ตัว มากเป็นประวัติการณ์ จากพะยูนในประเทศที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ฝั่งทะเลอันดา ไม่ถึง 300 ตัว

พอย่างเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุม ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ จากปัญหาโลกเดือด ทำให้เกิดภูมิอากาศแปรปรวนวิปริตไปทั้งโลก เกิดพายุฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยเฉพาะทางภาคเหนือนับตั้งแต่เดือน ก.ค.- ส.ค. ซึ่งพบว่ามีปริมาณฝนมากกว่าปกติถึง 50-60% เกินความสามารถของดินที่จะอุ้มน้ำได้ จึงไหลทะลักมาท่วมบ้านเรือนราษฎร ได้รับความเสียหายมหาศาล ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 60,000  ล้านบาท

ไม่นับรวมถึงความเสียหายจากน้ำท่วมภาคใต้ครั้งร้ายแรงที่สุด จากฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ จนถึงขณะนี้หลายจังหวัดทางใต้ก็ประสบอุทกภัย ตั้งแต่สามจังหวัดภาคใต้ไล่ขึ้นมาจนถึงจังหวัดชุมพร ซึ่งคาดว่าความเสียหายน่าจะไม่ต่างจากภาคเหนือเช่นกัน

ปี 2025 ความแปรปรวนด้านภูมิอากาศนับวันจะเพิ่มความรุนแรงขึ้น จากปริมาณความร้อนโดยรวมของมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเนื่องจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ส่งผลให้ระดับ CO2 ในชั้นบรรยากาศสูงขึ้น

อุณหภูมิพื้นผิวโลกโดยเฉลี่ยในปี 2025 จะอยู่ระหว่าง 1.29องศาเซลเซียส ถึง 1.53องศาเซลเซียส ตามการคาดการณ์ของ Met Office ซึ่งเป็นหน่วยงานพยากรณ์อากาศและภูมิอากาศแห่งชาติของสหราชอาณาจักร

และเมื่อพิจารณาการปล่อยมลพิษในปัจจุบัน รวมถึงการกระทำของบุคคล ประเทศ และหน่วยงานระหว่างประเทศทั่วโลกแล้ว อุณหภูมิของสภาพภูมิอากาศน่าจะเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 3.2 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้

ภาวะสุดขั้วของพายุ และฝนจะเพิ่มความรุนแรงขึ้น จำนวนวันและระยะเวลาที่ฝนตกจะมากขึ้น การเกิดพายุไต้ฝุ่นจะถี่มากขึ้น ปริมาณน้ำฝนรวมสูงสุดจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรงบ่อยขึ้นในหลายพื้นที่

         อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยจะเพิ่มขึ้น ทุกภูมิภาคของไทยจะมีอากาศร้อนจัด และร้อนนาน โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก จำนวนวันที่อากาศเย็นจะลดลง ขณะที่จำนวนวันที่อากาศร้อนจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำแล้งอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่

         ปัญหาน้ำแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล จะส่งต่อการเกษตรหลายพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พืชผลแห้งตาย หรือไม่ก็อาจถูกน้ำท่วมจนเสียหายในช่วงฤดูฝน

         นักวิจัยพบว่า อุณหภูมิตอนกลางคืนที่ร้อนขึ้น ในช่วงที่ข้าวกำลังออกดอก จะกระทบกระบวนการสังเคราะห์แสงของข้าว ทำให้ผลผลิตลดลง และเมื่อใดที่มีภาวะฝนแล้ง ผลผลิตเกษตรที่สำคัญของไทยโดยเฉพาะข้าวโพดจะลดลงมากที่สุด ตามมาด้วยข้าวและอ้อย

         สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์คาดการณ์ว่า ปัญหาจากโลกเดือดครั้งนี้ คาดว่าประเทศไทยจะได้รับความเสียหายสะสมระหว่างปี 2554-2588 คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 0.61 – 2.85 ล้านล้านบาท

มองออกไประดับโลก  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อทุกคน แต่ประเทศยากจนและกลุ่มเปราะบางจะเป็นกลุ่มที่เผชิญกับผลกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น ด้วยปัจจัยทางทรัพยากรธรรมชาติ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

ความร้อนส่งผลกระทบต่อทั่วโลก  หลายประเทศมีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อาทิในเบลารุส เบลเยียม เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส คาซัคสถาน ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ยูเครน ญี่ปุ่น เม็กซิโก รัสเซีย ไทย ฯลฯ

ในปี พ.ศ. 2568  ผู้หญิงมากกว่า 240 ล้านคน จะตกอยู่ในภาวะความความไม่มั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ในภูมิภาคอาเซียน ผู้หญิงมากกว่า 7 ล้านคนจะตกอยู่ในภาวะความอดอยาก ขณะที่ผู้หญิงมากกว่า 24 ล้านคนจะตกอยู่ในภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร เพราะผู้หญิง และเด็กผู้หญิงยังเจอข้อจำกัด เช่น การเข้าถึงการศึกษามีคุณภาพ  การต้องออกจากระบบการศึกษาและหันมาทำงานด้านเกษตรกรรมที่ถูกกระทบโดยโลกร้อน หรือ ต้องเลี้ยงดูบุตร ไม่สามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้

ในอีก 4 ปีข้างหน้า ในปีพ.ศ.  2573 ประชากรกว่า 130 ล้านคนจะตกอยู่ในความยากจนเพราะโลกร้อน ถูกผลักให้เผชิญความหิวโหย รวมถึงการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ความไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิต และการพลัดถิ่นของคนจำนวนมาก

ตามรายงานของNature Communications ผู้คนจำนวน 200 ล้านคนทั่วโลก จะอาศัยอยู่ใต้แนวน้ำทะเลภายในสิ้นศตวรรษนี้  เมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น จากน้ำแข็งขั้วโลกจำนวน 750,000 ล้านตันละลายลงสู่ทะลทุกปี

ปัญหาความแห้งแล้งอย่างรุนแรง และการละลายของธารน้ำแข็งที่เป็นแหล่งน้ำจืดหล่อเลี้ยงคนหลายพันล้านคน จะก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง สงครามแย่งชิงน้ำจะเกิดขึ้น คาดว่าจะมีประชากร 1.8 พันล้านคนเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำโดยสิ้นเชิง และสองในสามของประชากรโลกต้องต่อสู้กับความเครียดจากน้ำ

ตามรายงานของUN Climate Action ระบุ ว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียสจะทำให้พื้นที่ของสิ่งมีชีวิตบนบกส่วนใหญ่หดตัวลงอย่างมาก เพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั่วโลกอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ผลักดันให้ชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆทั้งพืชและสัตว์สูญพันธุ์สูงกว่าในอดีตเกือบ 1,000 เท่า และภายในกลางศตวรรษนี้ ชนิดพันธุ์ต่างๆ บนโลกจะสูญพันธุ์มากถึงร้อยละ 30-50

ในท้องทะเล แนวปะการังที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์ทะเลมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นพิเศษ โดยคาดว่าจะลดลงเหลือ 10-30% ของพื้นที่ปกคลุมเดิม เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส และเหลือต่ำกว่า 1% ของพื้นที่ปกคลุมเดิม เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส

ในปี 2025 อนาคตของนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในสหรัฐอเมริกา ยังคงไม่แน่นอนหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่ง ผู้ประกาศว่าปัญหาโลกร้อนไม่มีอยู่จริง และสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล จะทำให้สหรัฐฯถอนตัวจากข้อตกลงปารีส อันหมายถึงการไม่ร่วมมือกับนานาชาติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งเงินทุนและการลดอุณหภูมิของโลกในอนาคต

Leave a comment