แม่น้ำโขง  ความมั่นคงทางพลังงานหรือความมั่นคงทางอาหาร

วันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้เปิดร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 (Power Development Plan: PDP 2024) โดยเป้าหมายของแผน PDP2024 ประการหนึ่งคือ จะให้ความสำคัญกับ “พลังงานสะอาด”

พลังงานสะอาด หมายถึงพลังงานที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  อาทิพลังงานนิวเคลียร์ พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานจากน้ำในเขื่อน

โดยในแผนจะมีการ “ซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ” เพิ่มอีก 3,500 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าหมายถึงโครงการไฟฟ้าจากเขื่อนในลาว โดยอ้างว่าโรงไฟฟ้าพลังน้ำเป็นพลังงานสะอาด

โรงไฟฟ้าพลังน้ำอ้างว่าเป็นพลังงานสะอาด เพียงเพราะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์น้อยกว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหินหรือก๊าซ แต่ในความเป็นจริงแต่ละปีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วโลกปล่อยก๊าซมีเทน (ก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่งที่อันตรายกว่าคาร์บอนไดอ็อกไซด์ 80 เท่า แต่อยู่ในชั้นบรรยากาศไม่นานเท่า) ปริมาณกว่า 22ล้านตัน

ปกติก๊าซมีเทนในอ่างเก็บน้ำจะเกิดจากซากพืช ซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยอยู่ในน้ำ และละลายอยู่ในน้ำ แต่เมื่อน้ำไหลผ่านกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า จะทำให้น้ำเกิดความปั่นป่วนและปล่อยก๊าซมีเทนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

กระแสไฟฟ้าจากเขื่อนจึงไม่ใช่พลังงานสะอาดอย่างที่กล่าวอ้าง แต่กำลังจะทำลายความมั่นคงทางอาหารของคนเกือบร้อยล้าน ขณะที่ผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรมหาศาลของแม่น้ำโขงนี้ เข้ากระเป๋านักธุรกิจเพียงไม่กี่คน  ภายใต้คำว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน”

ทุกวันนี้พลังงานสะอาดอย่าง พลังงานแสงอาทิตย์ มีราคาหน่วยละ 2.17 ถูกกว่าพลังงานจากเขื่อนที่มีราคาสูงถึง 2.82 บาท

แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดมาจากการละลายของน้ำแข็งและหิมะบริเวณที่ราบสูงทิเบตในประเทศจีน บนระดับความสูง 5,000 เมตร ผ่านประเทศจีน ไหลเป็นแนวดิ่งผ่านโตรกเขา ลดระดับเป็นแนวดิ่งอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดสายน้ำที่ไหลเร็ว เชี่ยวกราก ตัดผ่านร่องเขาสูงชันนับร้อยเมตร สลับซับซ้อนหลายแห่ง  เป็นระยะทางกว่า 2,500 กิโลเมตร เรียกกันว่าเป็นแม่น้ำโขงตอนบน  จนเมื่อไหลมาถึงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ แนวเขตประเทศไทย-ลาว-พม่าลดความรุนแรง เหลือระดับความสูงแค่ 500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่เรียกว่า แม่น้ำโขงตอนล่าง

ตลอดเส้นทางที่แม่น้ำโขงผ่าน จะมีสายน้ำหลายร้อยสายจากลุ่มน้ำสองฟากฝั่งไหลมาเติมน้ำในแม่น้ำโขง อาทิ แม่น้ำมูล, แม่น้ำชี, แม่น้ำสงคราม, หนองหาน, ทะเลสาบเขมร ฯลฯ  หล่อเลี้ยงให้แม่น้ำโขงเป็นสายเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงผู้คนหลายร้อยล้านคนไปจนออกปากแม่น้ำในเวียดนาม

แม่น้ำโขงจึงเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ ปล่อยน้ำออกมาเฉลี่ยปีละ475,000  ล้านลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับ 8 ของโลก

ด้วยลักษณะพิเศษของแม่น้ำสายนี้ คือมีปริมาณน้ำมาเติมจากสองแหล่งใหญ่ ๆ คือจากการละลายของน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยประมาณร้อยละ 20  และปริมาณน้ำอีกมหาศาลร้อยละ 80 มาจากลำน้ำนับร้อยสาขาตลอดสองฟากฝั่งที่ไหลผ่านไทย พม่า ลาว กัมพูชาและเวียดนาม

ในอดีตที่ผ่านมา ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของระบบนิเวศของสายน้ำต่าง  ๆที่ไหลลงแม่น้ำโขง ก่อให้เกิดชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตมากมาย  มีการประเมินว่า แม่น้ำโขงที่มีความยาว 4,909 กิโลเมตร ยาวเป็นอันดับสิบของโลก แต่มีพันธุ์ปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ ประมาณ 1,200-1,700 ชนิด  กลายเป็นแม่น้ำที่มีความหลากหลายของพันธุ์ปลามากเป็นอันดับสองของโลก

ลุ่มน้ำโขงยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 430 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกกว่า 800 ชนิด นก 1,200 ชนิดพันธุ์ และพันธุ์พืชอีกกว่า 20,000 ชนิด

แต่ละปีมีการจับปลาในแม่น้ำโขงมากกว่า 2.6  ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณการจับปลาน้ำจืดทั่วโลก  โดยมีมูลค่าการทำประมงต่อปีอยู่ที่ 127,000 – 231,000 ล้านบาท และปลาเหล่านี้ยังว่ายไปสู่แม่น้ำมูล แม่น้ำชี กระจายไปทั่วภาคอีสาน  ทำให้อาหารโปรตีนร้อยละ 75 ของคนลุ่มน้ำโขง 60 ล้านคน มาจากปลาแม่น้ำโขง

นอกจากนั้นความสำคัญของแม่น้ำไม่ได้มีเพียงแค่ น้ำ แต่ตะกอนที่ไหลมากับน้ำ ช่วยเพิ่มสารอาหาร เป็นปุ๋ยธรรมชาติในการทำการเพาะปลูกตลอดลุ่มน้ำโขง และช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศโดยรวม  รวมถึงเกาะแก่งจำนวนมากตลอดลำน้ำโขงที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำหลายชนิด

ความหลากหลายทางชีวภาพดังกล่าวของแม่น้ำโขงส่งผลให้ช่วยเติมเต็มความอุดมสมบูรณ์ให้กับไร่นาด้วยตะกอนดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ป่าไม้และพื้นที่ชุ่มน้ำก็เป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญให้กับการอุตสาหกรรม ช่วยกรองน้ำและฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ รวมถึงการปกป้องเมืองต่างๆ จากภัยธรรมชาติอย่างอุทกภัยและวาตภัย

แม่น้ำโขงจึงเป็นพื้นที่สำคัญในการรักษาความมั่นคงทางอาหารให้กับผู้คนลุ่มน้ำโขงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา แม่น้ำโขงได้ถูกทำให้กลายเป็นแหล่งความมั่นคงทางพลังงาน

หลังจากการสร้างเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้ากั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีนเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน สายน้ำของแม่น้ำโขงไม่ได้ไหลเป็นธรรมชาติอีกต่อไป เพราะจีนเป็นคนควบคุมปิดเปิดการไหลของน้ำในแม่น้ำโขงจากเขื่อนหลายแห่งที่สร้าง อาทิเขื่อนมั่นวาน เขื่อนแรกที่สร้างเสร็จในปีพ.ศ. 2539 เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาด 1,500 เมกกะวัตต์ (ใหญ่กว่าเขื่อนภูมิพลประมาณสามเท่า)

ทุกปีในฤดูแล้ง แม่น้ำโขงตอนล่างจะลดระดับต่ำ สองฟากฝั่งเป็นหาดทรายยาว บางแห่งระดับน้ำลดลงเหลือไม่ถึงหนึ่งเมตร สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้น้ำด้านล่างมาตลอด โดยในปีพ.ศ. 2564 เขื่อนในจีนส่งผลให้กระแสน้ำในฤดูน้ำหลากลดลงมากถึง 62%

ที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้กำหนดให้มณฑลยูนนานเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าสำคัญของประเทศจีนทางตอนใต้ มีโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนบนอีก 14 เขื่อน คาดว่าจะผลิตกระแสไฟฟ้า 25,000 เมกกะวัตต์ และมีเขื่อนแห่งหนึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างถือเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุด คือเขื่อนเสี่ยวหวาน Xiaowan dam ความสูง 292 เมตร (สูงเกือบเท่าตึก 100 ชั้น) จุน้ำประมาณ 14,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และผลิตไฟฟ้าได้ 4,000 เมกกะวัตต์

แต่ในอนาคตรัฐบาลจีนตั้งเป้าให้ผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนให้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ถึง 100,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งหมายถึงโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่อีกหลายสิบเขื่อน

ส่วนแม่น้ำโขงตอนล่าง รัฐบาล 4 ประเทศ ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม ก็ร่วมกันเสนอแผนสร้างเขื่อน 11 โครงการ ทั้งบนแม่น้ำโขงสายหลักและแม่น้ำสาขา 9 เขื่อนอยู่ในลาว ภายใต้นโยบาย “แบตเตอรี่ของเอเชีย” โดยมีประเทศไทย เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าหลักจากโครงการเขื่อนเหล่านี้ ส่วนในกัมพูชา มีแผนการสร้างเขื่อน 2 โครงการ  ขณะนี้มี 2 เขื่อน ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ คือเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนดอนสะโฮง

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง Mekong River Commission (MRC) ได้จัดทำรายงาน การศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและการบริหารจัดการแม่น้ำโขงที่ยั่งยืน รายงานฉบับนี้ใช้เวลาศึกษา 7 ปี มีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลต่อประเทศสมาชิก คือ กัมพูชา ลาว ไทยและเวียดนาม (จีนไม่ยอมเป็นสมาชิก เพราะไม่ยอมอยู่ภายใต้ข้อตกลงของกรรมาธิการนี้) ได้เห็นด้านบวกและด้านลบของการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง 11 และเขื่อนอีก 120 แห่งในแม่น้ำสาขา โดยรายงานชิ้นนี้ระบุว่าภายในปี พ.ศ.2583 ร้อยละ 97 ของการไหลของตะกอนอาจถูกดักไว้ หากโครงการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่วางแผนไว้ถูกสร้าง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ขาดแร่ธาตุอาหาร ส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรจะทำให้ปริมาณข้าวที่ผลิตได้บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่เรียกว่า “เก้ามังกร”ในประเทศเวียดนาม อู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของเอเชีย ลดลงราวห้าแสนตัน

ในขณะที่ปริมาณสัตว์น้ำจะลดลงอย่างมาก ด้านประมงลดลง 35 – 40% ภายในปี 2563 และ 40 – 80% ภายในปี 2583 ทำให้ประเทศต่าง ๆ สูญเสียปริมาณสัตว์น้ำสัดส่วนดังนี้คือ ไทย 55%; ลาว 50%; กัมพูชา 35%; และเวียดนาม 30%

การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ รวมทั้งการสูญเสียด้านประมง จะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรงในชุมชนต่าง ๆ ของลาวและกัมพูชา แต่กำไรส่วนใหญ่จากการผลิตไฟฟ้าจะตกเป็นของบริษัทผู้ลงทุน จากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ในขณะที่ต้นทุนจากโครงการเหล่านี้จะต้องถูกแบกรับโดยชุมชนชาวประมงและเกษตรกรในประเทศ

กระแสไฟฟ้าจากเขื่อนอาจจะไม่ใช่พลังงานสะอาดอย่างที่กล่าวอ้าง แต่กำลังจะทำลายความมั่นคงทางอาหารของคนเกือบร้อยล้านตลอดลุ่มน้ำ ขณะที่ผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรมหาศาลของแม่น้ำโขงนี้ เข้ากระเป๋านักธุรกิจเพียงไม่กี่กลุ่ม  ภายใต้คำว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน”

Leave a comment