“ไม่มีอารยธรรมใดอยู่ได้ ในระบบนิเวศที่ล่มสลาย”
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับนี้ มีผู้ชายวัยสามสิบกว่า กำลังแบกเป้ เดินทางคนเดียวเลียบแม่น้ำโขงระยะทางพันกว่ากิโลเมตร เป็นเวลาสามเดือน เพื่อเตือนให้ผู้คนรับทราบว่า
“ไม่มีอารยธรรมใดอยู่ได้ ในระบบนิเวศที่ล่มสลาย”
“บาส” หรือปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยทำงานอยู่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเคมีภัณฑ์ เรียนต่อการตลาดระดับปริญญาโทที่ มหาวิทยาลัย Strathclyde ที่สกอตแลนด์ กลับมาทำแบรนด์ Pasutara เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติร่วมสมัยที่ถ่ายทอดความงามและคุณค่าของเทือกเขาตะนาวศรี และตอนนี้เป็นนักอนุรักษ์เต็มตัว เป็นผู้ริเริ่มโครงการ Ecowalk บันทึกความหลากหลายทางชีวภาพและสำรวจความสัมพันธ์กับธรรมชาติเมือง
อีกด้านหนึ่ง แม่น้ำโขงมีความยาวทั้งสิ้น 4,909 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำมีความยาวเป็นอันดับที่ 10 ของโลก มีปริมาณน้ำถึง 475,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีจำนวนชนิดของพันธุ์ปลาน้ำจืดมากกว่า 850 ชนิด ถือว่ามีความหลากหลายของพันธุ์ปลาในแม่น้ำมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากแม่น้ำอะเมซอน และรวมถึงปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยคือปลาบึก
แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดมาจากการละลายของหิมะบนเทือกเขาในทิเบตระดับความสูง 5,000 เมตร แล้วทิ้งดิ่งไหลลดระดับลงมาอย่างรวดเร็ว ผ่านจีน เมียนมา พอถึงบริเวณใกล้ๆกับที่บาสเริ่มออกเดินทาง ก็เหลือความสูงเพียง 500 เมตรจากระดับน้ำทะเล
“อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางระยะไกลริมแม่น้ำโขง สู่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ระยะทางราว 1,000 กิโลเมตรครับ การเดินนี้เกิดขึ้นเพราะผมติดตามสถานการณ์และสุขภาพของแม่น้ำโขง รวมถึงผู้คนริมฝั่งโขงอยู่บ้าง ทำให้รู้ว่าหลายอย่างกำลังเจ็บป่วย และผมอยากมีส่วนร่วมกับการดูแลแม่น้ำโขง.
ผมเลยทำสิ่งที่ผมทำได้ คือการใช้เท้าสองข้างออกเดิน เพื่อให้ผมรู้จักและก่อสายสัมพันธ์กับแม่น้ำโขงกับผู้คน ตลอดจนสรรพสิ่งต่างๆในแม่น้ำโขง ช่วงที่ไหลผ่านดินแดนอีสานมากขึ้น เพื่อพบปะ ‘ความหวัง’ ครับ”
บาสเริ่มต้นออกเดินทางพร้อมกับความรู้สึกเหล่านี้
และอีกประการหนึ่งคือ บาสบอกว่า
“คือเส้นทางจาริกระดับโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นะครับทำไมถึงเป็นอย่างนั้นเพราะว่าถ้าไปดูต้นกำเนิดของแม่น้ำโขงจะเห็นว่ามันไหลมาจากทางเทือกเขาหิมาลัยซึ่งเป็นหลายคนก็เชื่อว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นแชงกรีล่า พื้นที่พิเศษของโลก จากนั้นก็ไหลผ่านมาหลายภูมิภาค จากจีนตอนใต้ไล่เข้ามาจนถึงเมียนมา ลาวไทยไหลไปออกกัมพูชาแล้วก็เวียดนามหล่อเลี้ยงผู้คนมายาวนานเลย”
“ บริเวณริมฝั่งโขงในประเทศไทยจะเห็นว่ามีชุมชนมาตั้งบ้านเรือนอยู่นับพันปีแล้ว ดูได้จากภาพเขียนผนังที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม เรื่อยลงมาถึงเขมรก็จะเห็นอารยธรรมของนครวัดซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบเขมร ซึ่งเป็นเอ่อพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับน้ำโขงอย่างยิ่งยวด เกิดอารยธรรมยิ่งใหญ่อยู่ในภาคพื้นทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปออกปากแม่น้ำที่ เวียดนามที่มีลักษณะเป็นรูปเก้ามังกร เป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของโลก
แม่น้ำสายนี้จึงมีเรื่องราวผูกพันกับผู้คนในอย่างยาวนาน มีความศักดิ์สิทธิ์ ผมจึงกำลังเดินอยู่บนเส้นทางระดับโลก”
อันที่จริงในต่างประเทศ มีเส้นทางระดับโลกให้ผู้คนเดินหลายแห่ง อาทิเส้นทางจาริกแสวงบุญ El Camino de Santiago ในประเทศสเปน หรือ เส้นทางแสวงบุญคุมาโนะโคโด ในประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ ที่เป็นเส้นทางเก่าแก่และเกี่ยวพันกับความเชื่อ วัฒนธรรมและธรรมชาติ และในประเทศก็มีการเดินธรรมยาตราระยะไกลไปตามที่ต่าง ๆ เช่นกัน
“ผมอยากชวนให้คนจำนวนมากหันมาสนใจเส้นทางจาริกสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผมไม่ใช่คนแรกที่มาเดิน ที่ผ่านมามีพระธุดงค์สายป่าเดินเลาะแม่น้ำโขงกันอยู่แล้วเป็นประจำ
การเดินกับการนั่งรถมันคนละความรู้สึก ผมเดินทางข้ามจังหวัดใช้เวลาหลายวัน แต่ขับรถไม่ถึงชั่วโมง แต่ความเร็วแบบนั้น ก็แทบจะไม่ได้เห็นอะไร แต่การเดินทำให้เราได้เห็นได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆตลอดเส้นทาง และผมสนใจระบบนิเวศน้ำ จึงได้เห็นได้เรียนรู้อะไรมากมาย

เขาเชื่อว่าการเดินทำให้เห็นสิ่งรอบ ๆตัวชัดขึ้นและเห็นคุณค่าของมัน
“เวลาที่เราเห็นสวนสาธารณะในเมือง เราก็รู้สึกว่า “ก็ดีที่มีสิ่งเหล่านี้” แต่ถ้าเราลงไปเดินในพื้นที่สีเขียวเหล่านั้นจริง ๆ เราจะรู้ถึงคุณค่าของมัน ได้สัมผัสความเย็น ความร่มรื่นย์ ตอนนั้นแหละเราถึงเห็นความสำคัญของมันจริง ๆ เช่นเดียวกับแม่น้ำโขง เราก็เรียนรู้จากหนังสือว่ามันก็สำคัญ แต่ถ้าเราได้ออกมาเดินสัมผัสกับมัน เราจะเห็นถึงคุณค่าของมันมากขึ้น ว่ามันสำคัญเพียงไรที่ต้องปกป้องแม่น้ำโขง”
บาสรู้ว่า การเดินทางไกลเลียบแม่น้ำโขง ทำให้เขาได้ซึมซับกับความสำคัญของลำน้ำสายนี้จริง ๆ
“ที่ผ่านมาผมติดตามข่าวมาตลอดว่า แม่น้ำโขงกำลังเปลี่ยนไป ตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง จึงอยากมาสัมผัสด้วยตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นด้วย”
รัฐบาลจีนได้กำหนดให้มณฑลยูนนานเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าสำคัญของประเทศจีนทางตอนใต้ จึงมีโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนบน 14 เขื่อน คาดว่าจะผลิตกระแสไฟฟ้า 25,000 เมกกะวัตต์ ขณะที่แม่น้ำโขงตอนล่าง รัฐบาล 4 ประเทศ ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม ก็ร่วมกันเสนอแผนสร้างเขื่อน 11 โครงการ ภายใต้นโยบาย “แบตเตอรี่ของเอเชีย”
การสร้างเขื่อนทำให้ระบบนิเวศในแม่น้ำโขงที่หล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่ง 60 ล้านคน ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปโดยเฉพาะน้ำที่ใช้ในการเกษตรและการประมง ที่อาหารโปรตีนของคนในลุ่มน้ำโขงร้อยละ 75 มาจากปลาแม่น้ำโขง
ในฐานะที่ผมเป็นคนเมือง ก็อยากชวนคนเมืองมามีส่วนร่วมรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่น้ำสากลสายนี้ แล้วมันมีผลกระทบต่อผู้คนอย่างไร พื้นที่ที่มันมีสถานะพิเศษและมีความสำคัญกับคนมาก ถ้าเราไปดูจากประวัติศาสตร์ จะพบว่าพื้นที่อารยธรรมต่างๆทั่วโลก ไม่มีแห่งใดที่คงอยู่ได้ในระบบนิเวศที่ล่มสลาย ไม่ว่าจะเป็นทางนครวัดหรือหลายแห่งในทวีปอเมริกากลางหรืออเมริกาใต้
บาส เล่าให้ฟังว่า ระยะทางร่วมสองร้อยกิโลเมตร เขาเห็นสภาพความหลากหลายของภูมิประเทศแม่น้ำโขงชัดเจน ตั้งแต่ออกเดินทางจากอำเภอเชียงคาน แม่น้ำโขงบริเวณนี้จะกว้างใหญ่ ไม่มีเกาะแก่ง เพราะบริเวณนี้เป็นที่ราบร่องเขาขนาดกว้างใหญ่ ไม่มีภูเขาตัดผ่าน มีหาดทรายมากมาย แต่พอต่ำลงมาถึงอำเภอปากชม จะมีเกาะแก่งมากมายเพราะแม่น้ำโขงไหลตัดผ่านภูเขาที่ทอดตัวเหนือใต้จากประเทศลาวลงมา เป็นเวลานับหลายล้านปี กัดเซาะภูเขากลายเป็นเกาะแก่งกลางแม่น้ำ และถ้าดูจาก Google Earth ก็จะเห็นสภาพชัดเจน
“บริเวณหาดทราย เราพบหญ้าหวีด ( Cryptocoryne sp.)กำลังออกดอกหอมฉุยเป็นดง ที่สำคัญคือมีหญ้าหวีดเมืองเลย (C. loeiensis )ชนิดเฉพาะที่พบในลุ่มน้ำโขงแถบเมืองเลย ไม่มีที่ไหนอื่นอีกแล้วในโลกนี้ และยังพบนกแอ่นทรายสีน้ำตาล (Grey-throated ) นกหากยากชนิดหนึ่ง ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างจังจากความแปรปรวนของน้ำ”
ระหว่างทางการเดิน บาสได้เข้าใจคำว่า “เด็ดดอกไม้ดอกเดียว กระทบถึงดวงดาว”
“ปกติแม่น้ำโขงจะมีพืชชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ไคร้น้ำ และตอนนี้ชาวบ้านบอกว่าตั้งแต่มีการสร้างเขื่อน การไหลของน้ำเปลี่ยนไป ทำให้ไคร้น้ำลดลงกว่าครึ่ง ผมมาเห็นเองกับตาว่ามีต้นตายครึ่งต้นเป็นครึ่งหนึ่งตลอดเส้นทาง
ผลก็คือเมื่อรากไคร้น้ำที่เป็นที่วางไข่ของปลาหายไป ปริมาณปลาก็ลดลง ปลาหายไป ซ้ำร้ายนกกินปลาก็ลดลงอีก ทำให้ชาวประมงที่จับปลา ด้วยการสังเกตตำแหน่งของฝูงปลาจากนกที่บินบนท้องฟ้าก็จับปลาได้ยากขึ้นด้วย เช่นเดียวกับตัวชีปะขาวนับล้านตัว อาหารของนกและปลาที่อาศัยในแม่น้ำโขงก็ลดลง ปลากับนกก็ลดลงเช่นกัน
พอปลาลดลง คงอาชีพและดำรงชีพด้วยปลาไม่ได้ คนก็หาอาชีพอื่นมาทดแทน ตอนนี้เป็นสวนยางพารา พออาชีพเปลี่ยน วิถีชีวิตเดิมก็เปลี่ยนไปหมด ที่ตลกร้ายที่สุดคือ ผมพบแผงปลาแม่น้ำโขงที่ไม่มีปลาแม่น้ำโขงซักตัว มีแต่ปลาทูใส่เข่งขายครับ”
สาเหตุสำคัญคือการไหลของน้ำผิดปกติจากการเปิดปิดประตูน้ำเขื่อน คือถ้าแม่น้ำมันไหลอิสระ ปริมาณน้ำมันจะค่อนข้างคงที่ แต่วันที่วันผมมาเชียงคานวันแรกระดับน้ำมันลดลง หาดทรายเต็ม แต่วันรุ่งขึ้น น้ำขึ้นเต็ม หาดทรายหายไป ผิดวิสัยมาก การผันผวนของระดับน้ำในแม่น้ำโขงส่งผลกระทบกับชีวิตอื่นๆเยอะแยะมากมาย ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นไม่รู้เวลาแน่นอนก็ทำให้ต้นไม้ที่มันปรับตัวมาเวลา ก็ล้มหายตายจากไป เช่นเดียวกับนกหลายชนิดที่วางไข่ริมหาดทรายในช่วงฤดูน้ำแล้ง ก็หายไป”
ก่อนออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากเช็คสภาพอากาศ และภูมิประเทศใน Google Map แล้ว บาสทิ้งท้ายว่า
“ผมคาดหวังว่า ตอนแรกการเดินทางของผมอาจทำให้คนเห็นความงามของแม่น้ำโขง และสุดท้ายก็จะรับรู้เรื่องการแย่งชิงทรัพยากรสาธารณะ การที่เราพูดเรื่องเขื่อนในแม่น้ำโขงมันคือการแย่งชิงทรัพยากรที่เป็นแม่น้ำสาธารณะหล่อเลี้ยงผู้คนจำนวนมากที่จะเป็นสมบัติของทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่เข้ากระเป๋าคนไม่กี่คนจากการสร้างเขื่อน อยากให้คนตระหนักว่าแม่น้ำมีสิทธิ์มีศักดิ์ศรี แล้วก็หวังว่าผู้คนจะเข้ามาร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาฟื้นฟูระบบนิเวศ
และเป้าหมายการเดินจริงๆของผมไม่ใช่การพิชิตเส้นทาง แต่คือการได้เรียนรู้สรรพสิ่งระหว่าง และพบว่า “ไม่มีอารยธรรมใดอยู่ได้ ในระบบนิเวศที่ล่มสลาย””
เหลือระยะทางอีกหลายร้อยกิโลเมตร กว่าจะถึงเป้าหมายที่อำเภอโขงเจียม แต่แววตาและความมุ่งมั่นของเด็กหนุ่มคนนี้ ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และรอยยิ้มของชาวบ้านระหว่างทางที่ให้ความช่วยเหลือตลอดทาง ตั้งแต่ที่พัก อาหารและกำลังใจจากคนที่ทราบข่าวมาตลอด
ติดตามข่าวสารการเดินโขงได้ที่ page: Mekong walk
