วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ไม่นานมานี้มีข่าวเล็กๆว่า ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี มีการประกาศว่า เกาะหมากได้รับรางวัล “2023 Green Destinations Story Awards” อันดับสอง จากแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนสุดยอดทั่วโลก 100 แห่ง
เกาะหมากมีพื้นที่ประมาณ 8,500 ไร่ เป็นเกาะใหญ่อันดับสามในท้องทะเลตราด รองจากเกาะช้างและเกาะกูด
หลายคนอาจเคยไปเที่ยวทะเลตราด อาจจะรู้จักเกาะกูด และอาจขับเรือผ่านเกาะหมาก ที่น้อยคนจะรู้จัก เพื่อไปขึ้นเกาะช้าง สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง มีเรือเฟอรี่บรรทุกนักท่องเที่ยวเทียบท่าวันละหลายรอบ
แต่สำหรับชาวยุโรปที่รักธรรมชาติและความเงียบสงบ ที่นี้คือสวรรค์บนดินของพวกเขา
ไม่นานมานี้ผู้เขียนมีโอกาสแวะขึ้นเกาะหมากครั้งแรก บรรยากาศช่างแตกต่างจากเกาะทางฝั่งทะเลฝั่งตะวันออกที่เคยไปมา
หน้าหาดทรายที่พัก น้ำทะเลใสแจ๋ว จนเห็นปลาหลายชนิดมาว่ายวนเวียน รวมถึงปะการังหลายชนิด
นานมาแล้ว เจ้าของที่ดินบนเกาะหมากต่างร่วมใจกันออกระเบียบสำหรับคนที่จะเข้ามาคือ
1 ไม่มีท่าเรือเฟอรี ไม่ต้องการนักท่องเที่ยวมาก ไม่ต้องการรถยนต์
2 ห้ามส่งเสียงดังหลังสี่ทุ่ม ห้ามมีบาร์เบียร์และสาวนั่งดริงก์
3 บนหาดทรายห้ามตั้งเก้าอี้ ร้านค้าหรือบริการหมอนวด ไม่ส่งเสริมกีฬาทางน้ำที่ส่งเสียงดัง อาทิเจ็ทสกี บาบาน่าโบ้ท
4 ทุกบ้านต้องแยกขยะ บนเกาะมีโรงงานคัดแยกขยะ
เกาะหมากยังคงรักษาน้ำทะเลใส ปะการัง หาดทราย ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ แทบจะไม่มีเสียงอึกทึกใด ๆ และวิถีชีวิตเดิมๆ ไม่ต่างจากบรรพบุรุษของพวกเขาที่อพยพมาตั้งรกรากเมื่อร้อยกว่าปีก่อน
ชุมชนดั้งเดิมบนเกาะหมากส่วนใหญ่เป็นคนเขมร เชื้อสายไทย ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานจากเมืองประจันตคีรีเขตร หรือเกาะกง หลังจากในปี พ.ศ. 2449 รัชกาลที่ 5 ทรงตัดสินพระทัยยอมยกดินแดน พระตะบองเสียมราฐ และศรีโสภณ ให้กับฝรั่งเศส เพื่อแลกเอาจังหวัดตราดและหมู่เกาะต่าง ๆ ที่ถูกฝรั่งเศสยึดไปก่อนหน้านั้น กลับคืนมา
ผู้ครอบครองที่ดินส่วนใหญ่บนเกาะแห่งนี้จึงเป็นญาติพี่น้องกัน ประกอบด้วย 5 ตระกูลใหญ่ คือ ตะเวทีกุล วงษ์ศิริ สุทธิธนกูล จันทสูตร และสุขสถิตย์ เกาะหมากจึงเป็นเกาะไม่กี่เกาะในประเทศ ที่เอกชนมีเอกสารสิทธิ์ในการครอบครองที่ดินเกือบทั้งเกาะ แตกต่างจากเกาะส่วนใหญ่ที่พื้นที่บนเกาะมักเป็นของทางราชการ
ในอดีตชาวบ้านเกาะหมากมีอาชีพประมง ออกทะเลหาปลา ทำการเกษตร แต่เมื่อสามสี่สิบปีก่อน เริ่มมีนักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนบนเกาะที่มีหาดทรายสวยงาม น้ำทะเลใสและความสงบ จนเกาะหมากเริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น
“เวลานั้น เรามีนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จากทางยุโรปที่มาเป็นครอบครัว ต้องการใช้ชีวิตแบบธรรมชาติ รักความสงบ แต่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวจากอเมริกาที่ชอบเสียงดังอึกทึกแบบบาร์เบียร์”
คุณนพดล สุทธิธนกุล ประธานกลุ่มอนุรักษ์ปะการังเกาะหมากกล่าวกับผู้เขียน

ที่ผ่านมา เกาะหมากมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 40,000 คนต่อปี ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ และเกือบทั้งหมดเป็นชาวยุโรปที่ชื่อชอบการท่องเที่ยวแบบอยู่กับธรรมชาติและจะอยู่ท่องเที่ยวเกาะหมากเป็นเวลา 5-6 เดือน บางคนจะใช้ชีวิตที่เกาะหมากสลับกับการไปกลับไปทำงานที่ยุโรป
แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน เมื่อทะเลแถวนี้เกิดปัญหาปะการังฟอกขาว ความงดงามใต้ทะเลหายไปแทบหมดสิ้น จากภาวะโลกร้อน ซ้ำเติมด้วยเรือประมงจำนวนมากเข้ามาจับปลาบริเวณนั้นด้วยเครื่องมือประมงทันสมัยอย่างหนัก ทะเลมีสภาพเสื่อมโทรมลงมาก นักท่องเที่ยวหดหาย รายได้หายวับไปอย่างน่าตกใจ
เหตุการณ์ในช่วงนั้นทำให้ชาวเกาะหมากทั้งห้าตระกูลเริ่มคิดจะหาทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้
เวลานั้นลูกหลานของชาวเกาะหมากหลายคนมีโอกาสไปเรียนและทำงานเมืองนอก ได้ซึมซับแนวความคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม การพัฒนาอย่างยั่งยืน หลายคนจึงกลับมาเพื่อช่วยกันฟื้นฟูเกาะหมากด้วยสำนึกความเป็น “เจ้าของเกาะหมาก”
พวกเขาเริ่มก่อตั้ง “กลุ่มอนุรักษ์ปะการังเกาะหมาก” นำโดย คุณนพดล สุทธิธนกูล ได้ช่วยกันฟื้นฟูปลูกปะการัง ด้วยการเอาเศษปะการังที่หักในทะเล มาอนุบาลเพาะในเฟรมบนบก พอโตได้ขนาดแล้วจึงค่อยนำปะการังเหล่านี้กลับคืนไปสู่ใต้ทะเล
ที่ผ่านมาการอนุบาลและเพาะปะการัง เป็นเรื่องที่ยากมากและเป็นหน้าที่โดยตรงของกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง (ทช.) แต่ครั้งนี้ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ปะการังเกาะหมากได้ขออนุญาตทางราชการ เพื่อขอจัดการเพาะปะการังด้วยตนเอง แต่แน่นอนว่า ตอนแรกทางราชการก็คิดว่าไม่น่าจะประสบความสำเร็จ
“มีการแซวกันว่า หากพวกผมเพาะปะการัง 30 กิ่งแล้วรอดเพียงกิ่งเดียว ถือว่าเก่งมากแล้ว”

ทางกลุ่มฯได้ติดต่อนักวิชาการและมีอาสาสมัครชาวต่างประเทศที่เป็นนักท่องเที่ยว มาช่วยกันเพาะปะการัง ช่วยกันดำน้ำนำปะการังที่เพาะบนพื้นดินกลับไปปลูกใต้ท้องทะเล และติดต่อให้ทางทช.มาอบรมให้ความรู้ตามหลักสูตรแก่บุคคลากรของกลุ่มเพื่อให้มีสิทธิในการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ปะการัง หญ้าทะเล และสัตว์น้ำรอบเกาะหมาก เมื่ออบรมจนครบ ทช. ได้มอบใบประกาศนียบัตรเพื่อรับรองสิทธิในการเข้าไปการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้กับสมาชิกกลุ่มฯทั้ง 23 คน
“พวกเราลองผิดลองถูกกันมานาน ปะการัง เป็นสัตว์ทะเลที่มีผลต่อระบบนิเวศอย่างมาก บริเวณนี้จะมีปะการังเขากวางสีฟ้า สีเหลือง และสีน้ำตาล ปะการังจะขยายพันธุ์เหมือนพืช เหมือนการปักชำ และดูดซับคาร์บอนเหมือนหญ้าทะเล จนกระทั่งหกปีผ่านไป เราสามารถเพาะปะการังให้รอดได้ถึง 90 % “ คุณนพดลเล่าถึงความพยายามหลายปีที่ไม่สูญเปล่า
พวกเขาสามารถปลูกปะการังใต้ทะเลได้ 60,000 กว่าต้น และถือว่าสามารถประสบความสำเร็จในการปลูกปะการังให้ทุกวันนี้ ทช. ให้การยอมรับในการทำงาน ความรู้ความสามารถของกลุ่มฯ และในอนาคตเกาะหมากจะเป็นแหล่งปะการังที่ฟื้นตัวได้ดีที่สุดของประเทศ
ทุกวันนี้ เกาะหมากมีแนวปะการังใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทยทำให้ทรัพยากรชายฝั่งกลับคืนมา นอกจากนี้กลุ่มฯ ยังทำการอนุรักษ์หญ้าทะเลรอบ ๆเกาะให้กลับคืนมา จนทำให้เกาะหมากเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอน เป็นแหล่งบลูคาร์บอนที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากมีแนวปะการัง และหญ้าทะเลที่สมบูรณ์
บลู คาร์บอนคือคาร์บอนที่ดูดซับโดยระบบนิเวศทางทะเล โดยสิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทสำคัญ คือ ป่าชายเลน หญ้าทะเล
ข้อมูลขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International. Union for Conservation of. Nature: IUCN) ระบุว่าหญ้าทะเลสามารถดูดซับกักเก็บมากกว่าป่าบนบก 7-10 เท่า
เมื่อธรรมชาติท้องทะเลกลับคืนมา มีกติกาในการประมงชายฝั่ง มีการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำทะเลในบางพื้นที่ มีระเบียบการใช้พื้นที่บนฝั่งเพื่อการคัดกรองนักท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ไม่นานนักชื่อเสียงของเกาะหมากก็โด่งดังไปทั่วโลกจากปากต่อปาก
ในปี 2565 “เกาะหมาก” ได้รับการรับรองมาตรฐานเป็นแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนใน 100 แห่งของโลก หรือ Top 100 ประจำปี 2565 จัดโดย Green Destinations Foundation ประเทศสวีเดน ถือเป็นเกาะต้นแบบแห่งแรกในประเทศไทยในด้านความปลอดภัย และด้านการจัดการขยะ
ปี 2566 เกาะหมากคว้ารางวัลที่ 2 “GREEN DESTINATIONS STORY AWARDS” ประเภท ระบบการจัดการและการฟื้นฟู ในเวทีงานมหกรรมส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ITB Berlin 2023
แต่สำหรับพวกเขาแล้ว รางวัลระดับโลกยังไม่เป้าหมายสูงสุด พวกเขาฝันว่าอยากให้เกาะหมากเป็น coral reef ด้านฝั่งตะวันออกของประเทศสมบูรณ์ที่สุด เป็นแหล่งพื้นที่วิจัยแนวปะการัง หญ้าทะเลระดับโลก
ลองไปสัมผัสเกาะหมากสักครั้ง แล้วจะพบว่า ทำไมฝันของพวกเขาช่างก้าวล้ำ
