เสือโคร่ง กับ สืบ นาคะเสถียร

วันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์

 “เสือเป็นศักดิ์ศรีของป่า ป่าไหนไม่มีเสือ ป่านั้นไม่ควรจะเรียกว่าป่า”

                                                                  พนมเทียน

                       ในบรรดาเสือที่พบในประเทศไทย 9 ชนิด คือเสือปลา แมวดาว แมวลายหินอ่อน แมวป่าหัวแบน แมวป่า เสือโคร่ง (สายพันธุ์อินโดจีน) เสือไฟ เสือดาว นั้น เสือโคร่ง หรือเสือลายพาดกลอนจัดว่าเป็นเสือขนาดใหญ่ที่สุด ลำตัวสีเทาอมเหลือง หรือน้ำตาลอมเหลือง และน้ำหนักสองร้อยกว่ากิโลกรัม แต่มีความปราดเปรียวในการล่า เป็นสัตว์ผู้ล่าสง่างามที่สุด จนได้ฉายาว่า ราชันย์แห่งป่าดงดิบ

                       ในอดีตป่าเมืองไทยเคยมีเสือโคร่งเดินท่องไพรล่าสัตว์อยู่หลายแห่งกระจัดกระจายไปในป่าทั่วประเทศ แต่เสือโคร่งได้ถูกไล่ล่าเป็นจำนวนมาก ปริมาณลดลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เสือโคร่งที่เคยมีและปรากฏตัวให้นักท่องเที่ยวเห็นบ่อย ๆ ก็หายไปจากป่าใหญ่ผืนนั้น จากการถูกล่าอย่างรุนแรง ส่วนใหญ่เพื่อส่งไปเป็นยาแผนโบราณขายในเมืองจีน

                       เมื่อสี่ร้อยปีก่อน ตำราแพทย์แผนโบราณของจีนเคยบันทึกไว้ว่า กระดูกเสือแก้โรคไทฟอยด์และมาลาเรีย เนื้อเสือแก้และบำรุงโรคไต อวัยวะเพศของเสือช่วยกามตายด้านของผู้ชาย และประจำเดือนมาไม่ปกติของผู้หญิง เสือโคร่งจึงมีมูลค่าสูงถึงตัวละ 6 หมื่นดอลลาร์ในตลาดเมืองจีน สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งตัว ตั้งแต่หนังเสือ เนื้อ กระดูกและอวัยวะเพศ สร้างแรงจูงใจให้ขบวนการค้าสัตว์ป่าอย่างไม่หมดสิ้น และทำให้ประเทศไทย เป็นตลาดซื้อขายสัตว์ป่าเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                       เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่มีเสือโคร่งอยู่จำนวนมากก็หนีไม่พ้นเป้าหมายของการไล่ล่าเสือโคร่งตามใบสั่งของพ่อค้ามาตลอด แต่ภายหลังการเสียชีวิตของคุณสืบ นาคะเสถียร อดีตหัวหน้าเขตฯแห่งนี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2533 ได้สร้างความตื่นตัวให้ผู้คนและรัฐบาลหันมาสนใจปัญหาการทำลายธรรมชาติมากขึ้น และต่อมาจากรายงานความสมบูรณ์ของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและป่าห้วยขาแข้งที่คุณสืบได้จัดทำขึ้นก่อนเสียชีวิต  ได้เป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งสองแห่งได้รับการประกาศเป็นเขตมรดกโลกทางธรรมชาติเป็นแห่งแรกในประเทศในปี พ.ศ. 2534  พร้อมทั้งการเสนอแนวทางการจัดการพื้นที่โดยรอบผืนป่ามรดกโลก นั่นคือผืนป่าตะวันตก เพื่อเป็นผืนป่ากันชนในการปกป้องมรดกโลกทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง

                       การดูแลและใส่ใจการอนุรักษ์ป่าห้วยขาแข้งพื้นที่ 1,737,587 ใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครสองเท่าจากทุกภาคส่วนจึงค่อย ๆ เกิดขึ้น ตั้งแต่การเพิ่มงบประมาณ การเพิ่มเจ้าหน้าที่ การส่งหัวหน้าเขตฯที่เข้าใจปัญหาและทุ่มเทอย่างเต็มที่มาดำรงตำแหน่ง ไปจนถึงความร่วมมือกับภาคสังคม ภาคประชาชน อาทิ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในการเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาคนทำงานในพื้นที่ เกิดแผนการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ การจัดการพื้นที่แนวกันชนและป่าชุมชน ได้ทำให้ปัญหาต่าง ๆ การล่าสัตว์ การตัดไม้ทำลายป่าในป่าใหญ่แห่งนี้ค่อย ๆ ลดลงอย่างมีนัยะสำคัญ

                       ในปีพ.ศ. 2541 รศ.ดร.สมโภชน์ ศรีโกสามาตร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทำการวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของขนาดและการกระจายตัวของประซากรกระทิงและวัวแดงในป่าห้วยขาแข้ง เป็นเวลาต่อเนื่องกันกว่าสิบปี ได้เปิดเผยผลการวิจัยจากการเก็บข้อมูลด้วยการเดินเท้าและนับกองมูลของสัตว์ทั้งสองชนิดที่พบในปี 2531,2535,2538,2541 ผลการวิจัยพบว่า ความหนาแน่นของวัวแดงและ กระทิง (ตัว/ตารางกิโลเมตร) คือ   1.6  12 1.4 และ1.2  ตามลำดับ แม้จะมีนัยว่า ภายหลังการตายของคุณสืบ จำนวนวัวแดงและกระทิงไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก ทว่าข้อมูลนี้ก็บอกอะไร

ดร.สมโภชน์กล่าวว่า “ตัวการที่ทำให้ปริมาณของกระทิงและวัวแดงไม่เพิ่มขึ้นก็คือผู้ล่า ซึ่งได้แก่เสือโคร่งและเสือดาว เพราะในมูลของเสือโคร่งและเสือดาว พบขนของวัวแดงบ่อยขึ้นจากเมื่อก่อนที่มักเป็นขนของเก้งและกวางเท่านั้น”

เป็นการพิสูจน์ว่า เสือโคร่งเริ่มมีปริมาณเพิ่มขึ้น จึงเป็นการควบคุมสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ และมีเหยื่อให้ล่าอย่างเพียงพอ อีกทั้งยังมีอาณาเขตกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ผืนป่าอนุรักษ์ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ไม่ด้อยไปกว่ากัน

ในปีพ.ศ. 2565กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รายงานว่าผืนป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรมีเสือโคร่งสายพันธุ์อินโดจีนอาศัยอยู่ประมาณ  100 ตัว เกินกว่าครึ่งของจำนวนเสือโคร่งที่มีอยู่ในป่าธรรมชาติของประเทศไทย – ประมาณ 140-180 ตัว

กรกฎาคม พ.ศ. 2565 มีข่าวแม่เสือโคร่งตัวหนึ่งให้กำเนิดลูกน้อยกลางป่าห้วยขาแข้งจำนวน 2 ตัว  เป็นเสือโคร่งชื่ออภิญญา ซึ่งนักวิจัยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ติดปลอกคอส่งสัญญาณดาวเทียม คอยเฝ้าติดตามชีวิตและศึกษาเรื่องราวความเป็นอยู่ของเธอมาโดยตลอด นับตั้งแต่วันท้องย้วยจนถึงวันท้องยุบ  เช่นเดียวกับเสือโคร่งอีกหลายๆ ตัวในป่าห้วยขาแข้ง

กล่าวได้ว่าห้วยขาแข้ง คือแหล่งพันธุกรรมเสือโคร่งสายพันธุ์อินโดจีนแห่งสุดท้ายของโลก เพราะหากมองไปที่อื่น เสือโคร่งชนิดนี้ในประเทศเวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา นับวันจะมีแนวโน้มลดลงไปเรื่อย ๆ ขณะที่บางแห่งก็สูญพันธุ์ไปแล้ว

         จากข้อมูลงานวิจัยของ สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย ได้ตรวจวัดประชากรเหยื่อของเสือโคร่งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พบว่าสัตว์หลักๆ ที่เสือโคร่งชอบกิน 5 อันดับ ได้แก่ กระทิง วัวแดง กวาง เก้ง และหมูป่า ซึ่งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พบสัตว์ทั้ง 5 ชนิด โดยมีความหนาแน่น 6 ตัวต่อตารางกิโลเมตร

คำนวณได้ว่า เสือโคร่งตัวหนึ่งใช้พื้นที่หากินประมาณ 200-300 ตารางกิโลเมตร หรือปร โดยใน 1 ปี เสือโคร่ง 1 ตัว จะล่าเหยื่อประมาณ 54 ตัว เพื่อเป็นอาหาร ในป่าห้วยขาแข้งจึงมีปริมาณอาหารเพียงพอ จากการเพิ่มจำนวนของสัตว์กีบกินพืช อาทิเช่น มีกระทิงประมาณ 1,000 ตัวและวัวแดง 450 ตัว

 ‘เสือโคร่ง’ ในฐานะสัตว์ผู้ล่าขั้นสูงสุดในห่วงโซ่อาหาร จึงสามารถเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าที่มีสัตว์ป่าดำรงอยู่ได้อย่างชัดเจน การมีถิ่นอาศัยอย่างเพียงพอ และพื้นที่มีความปลอดภัยจากการคุกคามของมนุษย์

         ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เสือโคร่งยังได้ขยายพื้นที่การล่าสัตว์กระจายจากห้วยขาแข้งไปยังพื้นที่ป่าใกล้เคียง เช่น อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และอุทยานแห่งชาติคลองลาน ต่อเนื่องถึงอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าทางตอนเหนือ และขยายการกระจายตัวลงมาถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระทางตอนใต้ ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของป่าตะวันตก ป่าอนุรักษ์ที่มีความต่อเนื่องขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ พื้นที่รวม 11.7 ล้านไร่ หรือ 18,727 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 6 แห่ง และอุทยานแห่งชาติ 11 แห่ง คลอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด คือ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี

เสือโคร่งถูกระบุในบัญชีสัตว์ชนิดใกล้สูญพันธุ์ในบัญชีแดงไอยูซีเอ็น คาดว่าประชากรเสือโคร่งทั่วโลกเหลือเพียง 3,062 ถึง 3,948 ตัว ในปัจจุบันอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรเสือโคร่งมากที่สุด สาเหตุหลักที่ทำให้เสือโคร่งลดจำนวนลงอย่างมาก ได้แก่ การรุกล้ำและการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย รวมถึงการล่าโดยมนุษย์

ดร.เดวิด สมิธ (J. L. David Smith Professor) นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านเสือโคร่ง เปิดเผยข้อมูลว่า ทั่วโลกอาจเหลือพื้นที่ที่สามารถรองรับการกระจายพันธุ์เสือโคร่งได้เพียง 4 แห่งเท่านั้น โดยกลุ่มป่าตะวันตก ของประเทศไทย คือ หนึ่งในพื้นที่ตรงนั้น

โดยในกลุ่มป่าตะวันตกนั้น มีป่าห้วยขาแข้งเป็นเมืองหลวง เป็นบ้านและแหล่งพันธุกรรมที่สำคัญของเสือโคร่ง

33 ปีผ่านไป เสียงปืนนัดนั้นของสืบ นาคะเสถียรยังดังกึกก้องส่งเสียงสะเทือนถึงวันนี้จริง ๆ

Leave a comment