วาระสุดท้ายของไดโนเสาร์

วันชัย  ตันติวิทยาพิทักษ์

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนไดโนเสาร์เคยครองโลกแบบไร้เทียมทาน   สัตว์สายพันธุ์ชนิดอื่นต้องคอยแอบซ่อน ด้วยความหวาดกลัวว่าจะโดนไดโนเสาร์จับไปกิน

ไดโนเสาร์ปรากฏขึ้นบนโลกนี้ครั้งแรกเมื่อช่วงปลายยุคไทรแอสซิก หรือประมาณ 225 ล้านปีมาแล้ว สมัยนั้นทวีปทั่วโลกยังติดต่อเป็นผืนเดียวเรียกว่า มหาทวีปแพนเจีย (Pangea supercontinent)

ไดโนเสาร์มีชีวิต และวิวัฒนาการมาเรื่อย ออกลูกออกหลาน ขยายพันธุ์ไปร่วม 400 ชนิด (เท่าที่ค้นพบได้ในขณะนี้) จนสามารถครองโลกเป็นเวลายาวนานถึง 160 ล้านปี

หากคิดว่าปัจจุบันมนุษย์เป็นเจ้าโลกมานานมาก จากต้นตระกูลมนุษย์ที่เพิ่งปรากฏครั้งแรกเมื่อประมาณ 5 ล้านปีก่อน แต่ไดโนเสาร์เป็นเจ้าโลกมานานกว่ามนุษย์ถึง 30 เท่า

ในช่วงเวลานั้น สัตว์ชนิดอื่นคงไม่มีทางต่อกรกับพวกไดโนเสาร์ได้ ด้วยพละกำลัง ขนาดอันใหญ่โต ความดุร้าย และจำนวนมหาศาล  พวกมันวิวัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ  เช่นระบบเผาผลาญที่รวดเร็ว ความเร็วในการวิ่ง และกำจัดคู่แข่งเกือบหมดจนก้าวขึ้นครองโลกทั้งใบ ไดโนเสาร์บางชนิดวิวัฒนาการปีกขึ้นมาเพื่อช่วยให้พวกมันบินจับเหยื่ออย่างง่ายดาย  บางตัวเดินย่ำจนโลกสั่นสะเทือน สัตว์ชนิดอื่นหนีหัวหดเอาตัวรอดกันหมด

ในเวลานั้น สิ่งมีชีวิตตัวใดจะกล้าสู้กับไทแรนโนซอรัส หรือ ที-เร็กซ์ สัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งบนพื้นพิภพ ด้วยขนาดความยาวได้ 12-13 เมตร เดินสองขา มีกะโหลกศีรษะขนาดใหญ่ และขากรรไกร เขี้ยวคมขนาดยักษ์ที่พร้อมจะงับเหยื่อ ฉีกเนื้อกระจุยได้ทุกชนิด

หรือหากเปรียบเทียบความมหึมา สิ่งมีชีวิตใดจะกล้าไปเทียบกับไดโนเสาร์พาตาโกไททัน มาโยรัม (Patagotitan mayorum) ด้วยน้ำหนักประมาณ 70 ตันและมีลำตัวยาว 40 เมตร

ตระกูลไดโนเสาร์ในยุคนั้น คงครองโลกไปอีกยาวนาน สัตว์ชนิดอื่นต้องหนีซ่อนเอาตัวรอดทุกครั้งเมื่อไดโนเสาร์ปรากฎกายขึ้น พร้อมความมั่นใจว่าไม่มีใครจะมาแย่งชิงตำแหน่งของตนบนยอดสูงสุดของธรรมชาติได้

แต่แล้วเมื่อ 66 ล้านปีก่อน อยู่ดี ๆ ก็มีอุกาบาตกว้างประมาณ 10 กิโลเมตรจากนอกโลก พุ่งตกลงบนโลกด้วยความเร็วประมาณ 100,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบริเวณแหลมยูกาตาน ประเทศเม็กซิโก เมื่ออุกาบาตกระแทกพื้นพิภพ ผลลัพธ์คือเกิดแรงระเบิดเทียบเท่าระเบิดนิวเคลียร์ 1,000 ล้านลูก แผ่กระจายไปทั่วแผ่นดินและมหาสมุทร

เช้าวันนั้นไดโนเสาร์ตื่นขึ้นพร้อมกับเสียงดังราวโลกถล่ม แสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วโลกจากสีฟ้ากลายเป็นสีส้ม สีแดงและเข้มข้นไปเรื่อย ๆ ติดตามมาด้วยแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนไปทั่วทุกแห่งหน และ อุณหภูมิความร้อนสูงขึ้นหลายร้อยองศา เกิดไฟป่า เผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า ติดตามมาด้วยคลื่นสึนามิยักษ์ถล่มทวีประลอกแล้วระลอกเล่า

ไม่ถึงหนึ่งนาที หลังอุกาบาตชนโลก ความร้อนมหาศาลแผดเผาไปทั่วแผ่นดินและมหาสมุทร ขนาดหินยังหลอมเหลวไปทั่วโลก แล้วไดโนเสาร์จะมีสภาพเป็นอย่างไร

ภายในเวลาไม่นาน ทุกอย่างก็จบลงด้วยความพังพินาศไปสิ้น

เพียงชั่วพริบตา ฟ้าถล่มทลาย ไดโนเสาร์หลายร้อยล้านตัวบนโลกส่วนใหญ่ล้มตายทันที และค่อย ๆสูญพันธุ์ในเวลาไม่นาน

ขณะที่สัตว์ชนิดอื่นที่ปรับตัวเพื่อความอยู่รอดมานานแล้ว ก็เข้ามาแทนที่ไดโนเสาร์ที่ไม่ยอมปรับตัวมาก่อน อาทิสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ผงาดขึ้นมาครองโลกแทนไดโนเสาร์ มาถึงสัตว์ตระกูลมนุษย์ที่เกิดขึ้นมาเมื่อ  5 ล้านปีก่อนจนครองโลกสำเร็จ

บทเรียนจากไดโนเสาร์สอนให้รู้ว่า แม้กระทั่งสัตว์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดและครองอำนาจมายาวนานถึง 160 ล้านปี ก็ยังสูญพันธุ์ได้ ในเวลาอันรวดเร็วฉับพลันยิ่งกว่าศัพท์สมัยใหม่ที่เรียกว่า disruption เสียอีก

หันมามองบ้านเรา เพิ่งเกิดปรากฎการณ์ครั้งใหญ่มากกว่าแลนด์สไลด์ คือฟ้าถล่มทลาย

กวาดเอาไดโนเสาร์จำนวนมหาศาลผู้ครองอำนาจมายาวนานและคิดว่าจะอยู่ยั้งยืนยง ไม่มีใครมาแย่งตำแหน่งได้ แทบจะสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทีเดียวในเวลาชั่วข้ามคืน

อะไรที่คิดว่าจะไม่เห็นก็ได้เห็นในเวลาอันรวดเร็วฉับพลัน แบบไม่มีใครคาดคิด

อ่านประวัติศาสตร์ความล่มสลายและสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตเป็นบทเรียน แล้วย้อนมาดูไดโนเสาร์ในปัจจุบัน

ดูสิว่าจะค่อย ๆทยอยล้มตายลงจนสูญพันธุ์จริง หรือจะกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกเหมือนซอมบี้

อย่ากระพริบตา

Leave a comment