บรูซ แกสตัน “เล่นทั้งตัว ทำอะไร ทำทั้งตัว”

“ ช่วงราวปี 2524 ยุคที่ทุกบ้านนั่งล้อมรอบดูทีวีจอตู้เล็ก ๆ ตอนนั้นรายการ “ครอบจักรวาล” ของม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เป็นรายการโด่งดังมากในยุคนั้น ได้นำวงดนตรีไทยแปลก ๆ วงหนึ่งมาออกรายการ มีฝรั่งหนุ่มชาวอเมริกันคนหนึ่งกับครูดนตรีไทยอาวุโสเล่นดนตรีด้วยกัน โอโห…วงนี้แปลกจัง ดูนักเปียโนคนนั้นสิ เขาเล่นได้อย่างไรกัน เสียงประสานกับแนวทำนองที่สอดรับกับเครื่องดนตรีไทยที่ฟังแปลกประหลาด แต่ไพเราะมีเสน่ห์ เสียงดนตรีเคลื่อนไหวอย่างมีพลังซ่อนเร้น แต่อธิบายไม่ได้…

ไกวัล กุลวัฒโนทัย ศิลปิน นักแต่งเพลงชื่อดัง เล่าว่า นั่นคือวง ฟองน้ำในยุคเริ่มต้น และเป็นจุดเริ่มต้นที่คิดอยากจะไปเรียนดนตรีกับนักเปียโนคนนี้ ผู้ที่กลายเป็นตำนานของวงการดนตรีไทยร่วมสมัยไปแล้ว

“ถ้าจะมีใครสักคนที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ผู้มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีไทยร่วมสมัยยุคใหม่แล้ว คงจะมีแต่ชื่อของ “บรูซ แกสตัน” นักดนตรีฝรั่งหัวใจไทยคนนี้เท่านั้น”

ชาวต่างประเทศผู้หลงรักเครื่องดนตรีไทยและทำงานหนักมาตลอดระยะเวลาห้าสิบกว่าปี จนสามารถผสมผสานเสน่ห์ของดนตรีไทยเข้ากับดนตรีสากล จนกลายเป็นเสียงเพลงแห่งความสุข สนุกสนานและทั่วโลกยอมรับ

บรูส แกสตัน เกิดที่เมืองเกลนเดล รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกัน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2489 เขาเป็นอัจฉริยะทางดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ๆ สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลาย โดยเฉพาะเปียโน จากการฝึกซ้อมและเคี่ยวกรำอย่างหนักของครอบครัวนักดนตรี จนจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านดนตรีที่มหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย

              ในช่วงเวลานั้นเอง เกิดสงครามกลางเมืองในเวียดนาม ซึ่งเวลานั้นยังแบ่งเป็นประเทศเวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้และได้เกณฑ์ชาวอเมริกันเข้าร่วมสงครามถึงห้าแสนคน  ทำให้เกิดการเดินขบวนประท้วงของคนหนุ่มสาวที่ต่อต้านสงครามไปทั่วประเทศ รวมถึงบรูส แกสตันในวัยหนุ่มด้วย และไม่ยอมถูกเกณฑ์ทหาร

บรูซ แกสตันเคยให้สัมภาษณ์ว่า

“ผมเข้ามาประเทศไทยเมื่อปี 1969 ไม่เห็นด้วยกับสงครามเวียดนาม  ไม่ยอมเป็นทหาร… ไม่อยากฆ่า…แล้วก็ผมเป็นมังสวิรัติ  กฎหมายอเมริกันก็เปิดโอกาสให้ ผมจึงเลือกมาสอนดนตรี  ใช้เวลาสองปีเท่ากับการเป็นทหาร รับค่าจ้างถูก ๆ ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมแบบนี้…

ในปีพ.ศ. 2512  เมื่ออายุ 22 ปี รัฐบาลอเมริกันได้ส่งบรูซ แกสตันมาเมืองไทย แลกเปลี่ยนกับการถูกเกณฑ์เป็นทหาร เขาเป็นครูอาสาสมัครสอนดนตรีในโรงเรียนผดุงราษฎร์ ภายใต้การดูแลของคริสตจักรแห่งหนึ่งที่จังหวัดพิษณุโลก  ในระหว่างนั้นหนุ่มฝรั่งผิวขาวปริญญาโทด้านดนตรี  แว่วเสียงดนตรีพื้นบ้านปี่พาทย์นางหงส์ที่บรรเลงขณะเผาศพในป่าช้า รู้สึกถึงเสน่ห์ของดนตรีพื้นบ้านขึ้นมาทันที จนไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หัดเล่นเครื่องดนตรีไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมาอาจารย์บรูสได้รับเชิญให้ไปสอนที่ภาควิชาดุริยศิลป์ วิทยาลัยพายัพ (มหาวิทยาลัยพายัพในปัจจุบัน) จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลาสิบกว่าปี ทำให้เขามีโอกาสได้ซึมซับดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้านอย่างจริงจัง เริ่มต้นการหัดระนาดเอกอย่างจริงจัง และสามารถนำวงดนตรีไทยและนักแสดงไทยไปแสดงที่รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเวลาเดือนกว่า

อาจารย์บรูซ หรือชื่อไทยว่า บุรุษ เกศกรรณ เป็นครูสอนนักเรียนในเชียงใหม่นับสิบปี จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ยินเสียงปี่พาทย์ของชาวบ้าน ในงานแห่งหนึ่ง

“วันนั้นมีมหกรรมดนตรีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีวงดนตรีไทยหลายวงมาบรรเลง ผมกำลังนั่งคุยกับเพื่อน กระทั่งได้ยินเสียงเพลง “ชเวดากอง” จากวงดนตรีไทยวงหนึ่ง ฟังแปล๊บเดียว โอโห มีสำเนียงไพเราะวิเศษมาก ผมรู้ว่าเป็นเพลงที่แต่งในปัจจุบัน เลยอยากรู้ว่าใครแต่ง ไปสืบมาจนรู้ว่าเป็นครูบุญยงค์ เกิดเทศ ครูดนตรีไทยอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมก็นั่งรถไฟเข้ากรุง มาพบแก บอกว่าฟังเพลงนี้แล้วประทับใจมาก อยากต่อเพลงนี้ และขอเป็นลูกศิษย์”

 เหตุการณ์ครั้งนั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของนักดนตรีฝรั่งคนนี้ เขาทุ่มเทชีวิตฝึกฝนการตีฆ้องวง ระนาดเอก รวมไปถึงทฤษฎีดนตรีไทยกับครู บุญยงค์ เกตุคง ปรมาจารย์ระนาดเอก จนกลายเป็นนักดนตรีไทยมืออาชีพคนหนี่ง  และเป็นจุดเริ่มต้นเมื่อทั้งสองคนร่วมกันก่อตั้งวง “ฟองน้ำ” (Fong-Naam)   ขึ้นในปีพ.ศ. 2523 เป็นวงดนตรีร่วมสมัย ผสมผสานดนตรีไทยกับดนตรีตะวันตก โดยมีแนวคิดปรัชญาพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานสำคัญ สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าสนใจ

ต่อมามีสมาชิกที่สำคัญในช่วงแรกนอกเหนือจากสองท่านที่กล่าวไปแล้วประกอบด้วย บุญยัง เกตุคง, จำเนียร ศรีไทยพันธ์, จิรพรรณ อังศวานนท์, เทวัญ ทรัพย์แสนยากร, พิณ เรืองนนท์ และมีนักดนตรีอีกมากมายเข้ามาร่วมงาน ทั้งนักดนตรีไทย นักดนตรีพื้นบ้าน นักดนตรีสากล นักดนตรีรุ่นเก่า นักดนตรีรุ่นใหม่ มาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างสรรค์บทเพลงออกมาจำนวนมาก จนเป็นที่กล่าวขวัญทั้งภายในและนอกประเทศ

ชื่อของวงฟองน้ำ มาจากชื่อของเพลงไทยโบราณเพลงหนึ่ง ชื่อว่าเพลง “ฟองน้ำ”

“ แม้ฟองน้ำจะเป็นเพียงอากาศธาตุในมวลน้ำ เกิดจากความว่างไร้แก่นสารที่ถูกธรรมชาติปรุงแต่งจนมองเห็น รู้สึกในรูปทรงอุปมาสมมติได้จากอากาศธาตุภายในเคลื่อนย้ายคลี่คลายไปสู่อากาศธาตุภายนอก กระทบความว่างเปล่าที่ไพศาลกว่าเบื้องบนผิวน้ำจนแตกดับสลาย ว่างเปล่าไร้ตัวตน ทุกอย่างเกิดและดับในระยะเวลาอันแสนสั้น

 เช่นเดียวกับชีวิตที่ไม่อาจตั้งอยู่ได้ตลอดกาล  แต่ฟองน้ำนั้นก็ยังถูกธรรมชาตินำพาย้อนกลับมาทำหน้าที่ครูของชีวิตให้เราได้ตระหนักถึงความไม่จีรังยั่งยืน สิ่งสมมติที่ไม่อาจยึดเหนี่ยวรักษาเอาไว้ตามกฎไตรลักษณ์  สิ่งที่ใครไม่อาจยึดครองเป็นเจ้าของได้ วัฎจักรของฟองน้ำสอนให้เห็น”

ตลอดระยะเวลาสี่สิบกว่าปี บรูซ แกสตันและวงฟองน้ำ ได้ผลิตผลงานออกมามากมาย ตั้งแต่การแสดงคอนเสิร์ต แต่งเพลงประกอบละคร ภาพยนตร์ ผลิตแผ่นบันทึกเสียง และ เดินทางไปแสดงต่างประเทศ ร่วมงานกับศิลปินมีชื่อมากมาย ด้วยการนำเพลงไทยเดิมมาเรียงเรียงใหม่ให้น่าสนใจ จนได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วโลก ถึงเสน่ห์ของเพลงไทยเดิม ที่แทบจะกลายเป็นเพลงล้าสมัยไปแล้ว

วงฟองน้ำ เป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาวัฒนธรรมไทย ที่ไม่ได้ล้มหายตายจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ด้วยการดัดแปลงประยุกต์ให้เพลงไทยเดิมกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

ในช่วงเวลานั้นบรูซ แกสตันยังเป็นอาจารย์ภาควิชาศิลปะการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอนหลักการเปล่งเสียง การแต่งเพลงประกอบละคร ข้ามไปสอนทฤษฎีดนตรี การเรียบเรียงเสียงประสานให้กับคณะศิลปกรรมศาสตร์ด้วย อาจารย์เคยพูดเสมอว่า

“ทางของการประสานเสียงโน้ตเพลง ไม่ได้ไปตามกฎเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความไพเราะงดงามในระหว่างทางด้วยเสมอ”

สมพล ชัยสิริโรจน์ อดีตผู้บริหารของบริษัทไอซีซี และลูกศิษย์การละครเคยกล่าวว่า

““จะรู้ว่าครูบาอาจารย์ให้อะไรกับเราไว้ เมื่อเราตระหนักได้ว่า ปราศจากอะไรที่ครูให้ไว้นั้น เราจะไม่มีวันเป็นเรา เช่นที่เราเป็นในวันนี้  หากปราศจากถ้อยคำที่ครูบรูซ เคยตอกย้ำซ้ำๆว่า “เล่นทั้งตัว ทำอะไร ทำทั้งตัว”

 สิบกว่าปีที่เป็นอาจารย์ บรูซมีส่วนสำคัญผลักดันให้ ละครเวทีของคณะฯ หรือเรียกติดปากว่า ละครอักษร ในเวลานั้นกลายเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของละครเวที อาทิ “คนดีที่เสฉวน”  “พรายน้ำ” “นิมิตมายา” “ ราโชมอน”  “กามนิต-วาสิฎฐี “ ฯลฯ

เช่นเดียวกับที่เขาได้สร้างสรรค์บทเพลงใหม่ ๆขึ้นมา อาทิ “เจ้าพระยาคอนแชร์โต” เป็นบทเพลงสายน้ำ และแฝงเร้นแนวคิดวัฏสงสารของพุทธปรัชญา ที่บรูซ แกสตันมีความสนใจปรัชญาตะวันออกมานาน  นอกเหนือจากการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ไทยชื่อดังหลายเรื่อง อาทิ ไผ่แดง(2522) เงาะป่า(2523) หลวงตา (2523) เงิน เงิน เงิน(2526) นวลฉวี (2529)

ฟองน้ำ อาจจะเป็นวงดนตรีไทยวงเดียว ที่มีโอกาสเดินทางไปร่วมแสดงดนตรีในต่างประเทศกับศิลปินชื่อดังทั่วโลก บ่อยครั้งที่สุด ไม่ว่า หลายประเทศในยุโรป อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ฮ่องกง ฯลฯ ด้วยเอกลักษณ์ของวงที่สามารถผสมผสานเพลงไทยเดิมเข้ากับเพลงสากล เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของดนตรีไทย ทำให้ท่วงทำนองเพลงไทยได้รับการยกย่องว่าเป็นเพลงฟังแล้วมีเสน่ห์ลึกซึ้งหลากหลายอารมณ์ สนุก สงบ และสร้างชื่อเสียงให้กับวงการดนตรีไทยตลอดระยะเวลาร่วมสี่สิบปีจนถึงปัจจุบัน

              อาจารย์บรูส แกสตัน เคยให้สัมภาษณ์ถึงวงฟองน้ำว่า

“จุดประสงค์ในการทำเพลงของวง ฟองน้ำ คือ เป็นการทดลอง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไป คือแทนที่จะทิ้งดนตรีไทยแล้วไปเล่นดนตรีฝรั่งเลย หรือคิดว่าเล่นดนตรีไทยเชย ดนตรีฝรั่งไม่เชย ก็ไม่จำเป็น หรือถ้าเป็นดนตรีไทยแต่เป็นเล่นแบบฝรั่ง คือต้องเป็นวงขนาดใหญ่ มีนักดนตรีมาก ก็ไม่จำเป็นเพราะไม่ใช่ลักษณะของเครื่องดนตรีไทย ที่มีความเฉพาะตัว แต่ก็ไม่เหมือนดนตรีอินเดียที่เล่นคนเดียว

ดนตรีอินเดียมีความเป็นตัวตนสูง เล่นคนเดียวไปแสวงหาสวรรค์ แสวงหาสัจจะ ขณะที่ดนตรีไทยเล่นเป็นวง ร่วมประสาน ร่วมบรรเลง ไปถึงจุดอันไพเราะมีสุนทรีย์ ไม่ใช่เล่นคนเดียว แต่ในบางช่วงก็มีอิสระในการเล่นคนเดียว ไปคนเดียว และสุดท้ายก็มาประสานกันได้”

ปี 2542 โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ได้รับเกียรติจากอาจารย์บรูซ แกสตันและวงฟองน้ำ มาเล่นประจำบนเวที จนกลายเป็นเสน่ห์ของโรงเบียร์ ที่มีแฟนเพลงติดตามจำนวนมาก ทำให้คนไทยจำนวนมากที่ไม่เคยฟังเพลงแนวนี้ ได้รู้จักและซาบซึ้งกับเพลงไทยร่วมสมัย ตั้งแต่เพลงไทยเดิม เพลงลูกทุ่ง เพลงแจ๊ส วัฒนธรรมต่างยุคต่างสมัย ที่นำมาเรียบเรียงและบรรเลงได้อย่างกลมกล่อม  ตลอดระยะเวลายี่สิบปี จนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของที่แห่งนี้

อานันท์ นาคคง  สมาชิกสำคัญของวงฟองน้ำ ได้เคยเขียนถึงอาจารย์ว่า

บรูซ แกสตันเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับสังคมไทย เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ต่อการสร้างสรรค์ศิลปะดนตรี เกิดสุนทรียภาพใหม่ ๆในการเสพชมดนตรี เกิดคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวเดินต่อไปและการค้นพบพื้นที่เติบโตใหม่ของสิ่งที่เคยถูกเรียกว่า ดนตรีไทยเดิม นี่คือประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยมให้ทุกคนได้ตระหนักรู้ถึงความอัศจรรย์ของศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน” 

เช้าวันที่ 17 ตุลาคม 2564 บรูซ แกสตัน ได้เดินทางไกลไปสู่สรวงสวรรค์ ทิ้งไว้แต่ตำนานนักดนตรีร่วมสมัย ที่น้อยคนจะใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าในช่วงเวลาบนโลกมนุษย์

“เป็นร้อยวันพันปีจะมีหนึ่ง

บุรุษซึ่งพากเพียรรู้เรียนร่ำ

ดนตรีทั้งไทยเทศเป็นธงนำ

ทั้งรู้จำ รู้จริง ไม่ทิ้งรอย”

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

Published by vanchaitan

writer,traveller,photographer,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: