เปลี่ยนสถานที่กินเหล้าเป็นผืนป่า

ผมมีบ้านอยู่ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ปลูกไว้กลางท้องนาร่วมสิบปีก่อน  และห่างจากบ้านไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร มีป่าเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านแถวนั้นเรียกว่า ป่าจอบ

ป่าจอบประกอบด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่หลายร้อยต้นขึ้นอยู่บนเนื้อที่เพียงหนึ่งไร่กลางท้องนา เป็นป่าที่ไม่ได้ขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มีคนปลูกไว้เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน และให้ความร่มรื่นย์แก่ชาวไร่ ชาวนาแถวนั้นมาตลอด  เป็นที่พักผ่อน หลบแดดร้อน จากการทำงานกลางท้องนาแดดเปรี้ยง ๆทั้งวัน

เป็นป่าที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจตั้งแต่แรก แต่สุดท้ายกลายเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งในชีวิต

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผมมีโอกาสมาเที่ยวอำเภอเชียงดาวเป็นครั้งแรก เห็นดอยหลวงเชียงดาวตั้งตระหง่านต่อหน้า เห็นความยิ่งใหญ่ ความงดงามของดอยหลวงแห่งนี้ จนรู้สึกว่า อยากมาสร้างบ้านพำนักอยู่ที่นี่ ฝันหวานว่า ยามเย็นตั้งวงดื่มเหล้ากับเพื่อน ๆ ดูดอยหลวงลับฟ้าเป็นกับแกล้ม

ผมพยายามเสาะหาที่ดินแปลงเล็ก ๆ ติดริมแม่น้ำปิง ตามประสาเด็กที่ฝันอยากมีบ้านติดแม่น้ำ มองเห็นวิวดอยหลวงเชียงดาวอยู่ตรงหน้า

ความยากลำบากคือ ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะประกาศขายที่ดินเป็นผืนใหญ่ประมาณสิบไร่  เกินความกำลังซื้อของผม จนกระทั่งสามารถหาที่ดินแปลงเล็กขนาดหนึ่งไร่ ติดแม่น้ำปิงได้สมใจ

ตอนนั้นผมคิดว่า ควรจะปลูกต้นไม้ให้ใหญ่โตก่อน เพราะอีกหลายปีกว่าจะมีเงินมาสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ และมีท่าน้ำยื่นออกมานอนเล่น  จึงระดมชาวบ้านแถวนั้นมาปลูกต้นไม้ที่ไปขอกล้าไม้มาจากป่าไม้จังหวัด  ปลูกไปประมาณ 400 ต้น เต็มพื้นที่ เผื่อวันหน้าจะปลูกบ้านตรงไหนก็ค่อยตัดต้นไม้ลงบางส่วน

เวลาผ่านไปสองปี เพื่อนชาวเชียงดาวแจ้งข่าวว่า แม่น้ำปิงเกิดเปลี่ยนทิศ เซาะที่ดินของตัวเองกลายเป็นแม่น้ำเข้าไปเกือบครึ่ง  ผมรีบนั่งรถบัสขึ้นมาดูที่ดินในฝัน  พอเห็นเข้าก็นึกปลงว่าคงไม่ได้อยู่ที่นี่แน่นอน  และทราบมาตอนหลังว่า การซื้อที่ดินปลูกบ้านริมแม่น้ำ ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะกระแสน้ำอาจเปลี่ยนทิศได้ตลอดเวลา การปลูกบ้านริมน้ำจึงต้องดูคุ้งน้ำให้เป็นว่า ควรจะปลูกตำแหน่งใด  และเมื่อผมพอมาดูที่ ก็คิดว่าคงไม่เหมาะจะสร้างบ้านในฝัน ปล่อยต้นไม้เติบโตไปเรื่อย ๆ  

ผ่านไปหลายปี แม่น้ำปิงเปลี่ยนทิศอีก คราวนี้ได้ที่ดินงอกเพิ่มขึ้นอีก แต่เมื่อมาเห็นต้นไม้เติบใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ  ความคิดจะสร้างบ้านพลันหายไป คิดว่าอยากปล่อยให้เป็นป่าตามธรรมชาติดีกว่า

ขณะที่ชาวบ้านบางคนคิดว่า ผมไม่ค่อยฉลาด น่าจะเอาที่ดินมาปลูกข้าวเพื่อได้ตังค์จะดีกว่าไหม

ผ่านไปยี่สิบกว่าปี ผมเห็นการเติบโตของต้นไม้ใหญ่ อาทิ ต้นสัก ประดู่ หว้า กระท้อน พะยูง ชมพู่ หางนกยูง ฯลฯ  กลายเป็นป่าใหญ่กลางท้องนา เป็นที่หลบแดด ที่พักผ่อนของชาวไร่ชาวนาแถวนั้น ใครเดินเข้าไปจะรู้สึกเย็นสบาย บางวันตกเย็นกลายเป็นสวนสาธารณะให้คนมากินปิกนิก เอาอาหารมาทานนอกบ้านกัน

แม้ว่าบางครั้งอาจจะมีคนมาแอบตัดไม้สัก ไม้มีค่าไปบ้าง หรือชาวนาบางราย มาขอตัดต้นไม้บางต้นออก เพราะไปบังเงาต้นข้าว ทำให้งอกงามได้ไม่เต็มที่  แต่ต้นไม้ส่วนใหญ่ยังอยู่ดี และชาวบ้านแถวนั้นเริ่มเห็นคุณค่าของป่ากลางท้องนา

จึงช่วยเป็นหูเป็นตาให้ จนปัจจุบัน ป่าแห่งนี้เป็นที่ทราบกันดี ห้ามตัดต้นไม้

ทุกครั้งที่ไปเชียงดาว ผมต้องเดินมาเยี่ยมเยียนป่าจอบ  มาสังเกตการเปลี่ยนแปลง มาทักทายพูดคุยกับเค้า มาโอบกอดต้นไม้เหล่านี้ เหมือนเพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปี เป็นความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ที่เขาเรียกว่า nature connection

ทุกครั้งที่เดินเข้าไปอากาศเย็นสบาย จากแดดร้อน ๆ กลางทุ่งนา พอเดินเข้าป่า อุณหภูมิลดลงทันที4-5 องศาเซียลเซียส

ความรู้สึกสงบเงียบ ซึมซับพลังของสรรพสิ่งรอบข้าง

ผมนั่งคำนวณเล่นๆวันหนึ่งต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้นปล่อยออกซิเจนให้ธรรมชาติ11 กิโลกรัมและดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์11 กิโลกรัม

หากมีต้นไม้ในป่าเหลือประมาณ 100 ต้น ปีหนึ่งน่าจะปล่อยออกซิเจนได้ประมาณ 400,000 กิโลกรัม และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 400,000 กิโลกรัม

ดังนั้นยี่สิบปีผ่านไป ป่าจอบที่ร่วมแรงร่วมใจปลูกมากับมือน่าจะปล่อยออกซิเจนได้ประมาณ 8 ล้าน กิโลกรัม และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 8 ล้าน กิโลกรัม

ชีวิตเล็กๆนี้ก็พอมีค่ากับเขามั่งนะ

แอบภูมิใจนิดๆ สามารถเปลี่ยนสถานที่กินเหล้าให้กลายเป็นป่าเล็กๆให้ร่มเงากับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้

ทุกวันนี้มีเพื่อนผมหลายคน ที่มีที่ดินในต่างจังหวัด เริ่มแบ่งที่ดินเพื่อการเกษตรส่วนหนี่งมาปลูกต้นไม้ใหญ่

บางคนปลูกหนึ่งไร่ บางคนปลูกเป็นร้อยไร่ เพื่อรอวันเติบโตให้กลายเป็นป่า

พวกเขาคิดตรงกันว่า ลงมือปลูกป่าวันนี้ เพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไป

ขณะที่ในอดีต การปลูกป่า รู้สึกเป็นเรื่องห่างไกล เป็นเรื่องของฝ่ายราชการ หน่วยงานขนาดใหญ่ บริษัทห้างร้าน

ต้องมีพื้นที่หรือมีกำลังทรัพย์มากพอสมควร

แต่ความจริง เราลงมือปลูกต้นไม้ในที่ดินของเรา พยายามใช้ต้นไม้ท้องถิ่นแถวนั้น คอยเลี้ยงดูเมื่อเขาเยาว์วัย พอโตขึ้น ก็ปล่อยให้เขาเจริญเติบโตงอกงามเอง

สิบกว่าปีผ่านไป ป่าผืนน้อย ๆ ก็จะปรากฏให้เห็น เป็นความรู้สึกดี ๆ อย่างบอกไม่ถูก

ทุกคนปลูกป่ากันได้ ไม่ใช่ฝันที่ไปไม่ถึงครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: