หลังโรคระบาดจากไป จะเห็นอะไร

52773032_303

 

“ผู้ที่จะอยู่รอดได้ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่ง       
หรือฉลาดที่สุด
แต่คือผู้ที่ปรับตัวตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก”

Charles Darwin

 

แทบไม่น่าเชื่อว่า เชื้อ Corona virus ที่ก่อตัวอย่างเงียบ ๆ เมื่อปลายปีก่อน ใช้เวลาแค่สามเดือน ขยายตัวลุกลามใหญ่โตอย่างรวดเร็ว จากเมืองอู่ฮั่นในประเทศจีน กระจายไปเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ แอฟริกา ออสเตรเลีย ไปทั่วโลก สร้างความปั่นป่วนให้กับโลกมนุษย์ครั้งร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเจ็ดสิบปีก่อนเป็นต้นมา

ไม่ใช่แต่เพียงชีวิตมนุษย์ที่ต้องเจ็บป่วยล้มตายหลายแสนคน เศรษฐกิจทั่วโลกก็พังทลายอย่างรวดเร็วโดยสิ้นเชิง

ทั้ง ๆที่ก่อนหน้านี้ มีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจของโลกน่าจะเข้าสู่ยุคฟองสบู่แตกครั้งใหม่ และโลกจะเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่เร็ว ๆ นี้

แต่ไม่ต้องรอให้ฟองสบู่แตก การระบาดของไวรัสเพียงสามเดือน เศรษฐกิจโลกก็ตกต่ำหนักที่สุดในรอบร้อยปีทันที

ผู้คนหากไม่เจ็บป่วยหรือล้มตาย หลายคนก็แทบสิ้นเนื้อประดาตัว

มันรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ รวดเร็วจนแทบจะไม่มีสัญญาณเตือนภัยใด ๆ

โรคซาร์ส โรคอีโบล่า ในอดีต มนุษย์ยังเตรียมตัวทันในการรับมือได้ทัน แต่กับเจ้าCorona virus มันปรับตัวได้รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อในการแพร่กระจาย สามารถเจาะแนวตั้งรับของมนุษย์แตกกระจายไปหมดทุกทวีป

ขณะนี้ทั่วโลกหมดเงินไปกับการต่อสู้กับไวรัสตัวจิ๋วนี้นับมูลค่าหลายล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ ไม่นับรวมการปิดกิจการของบริษัทหลายล้านแห่งทั่วโลก  ตลาดหุ้นอันพังพินาศ มูลค่าทรัพย์สินทั่วโลกที่หดหายไปอย่างรวดเร็ว

หากเป็นคนต้องยอมรับว่า เงินทองที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต หมดไปกับเหตุการณ์ครั้งนี้ครั้งเดียว

เริ่มมีคำถามว่า ระบบทุนนิยม วิถีชีวิตที่ดำเนินอยู่ในทุกวันนี้กำลังถูกเชื้อไวรัสนี้กวาดไปด้วยหรือไม่

อย่าลืมว่าสมัยศตวรรษที่ 14 เมื่อเชื้อกาฬโรคได้ระบาดไปทั่วโลกจนเรียกว่า Great Plague หรือ ซึ่งเริ่มต้นจากตอนใต้ของประเทศอินเดียและประเทศจีนระบาดไปตลอดเส้นทางสายไหม (Silk Road) กระจายไปทั่วเอเชีย, ยุโรป และแอฟริกา  ที่อิตาลีมีการระบาดในช่วง ค.ศ. 1338 – 1351 ทำให้ประชากร 2 ใน 3 ของประเทศ และในค.ศ. 1400 เกิดการระบาดใหญ่ที่กรุงลอนดอนเรียกว่า มีคนตายถึง 70% จากจำนวนประชากร 450,000 คน เหลือเพียง 60,000 คน

ห้าปีผ่านไป  Black Death ฆ่าชีวิตผู้คนในยุโรปไปไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคนหรือประชากร 1 ใน 4 ทวีปยุโรป

และที่สำคัญคือ เชื้อโรคนี้ยังกวาดเอาระบบศักดินาในยุโรปอันล้าสมัยและไม่สามารถแก้ปัญหาหลายอย่างให้หายสาบสูญไปด้วย ถือเป็นการปรับตัวของสังคมเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์  และนำไปสู่ยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment)  นำไปสู่การปฏิรูปสังคมและส่งเสริมการใช้หลักเหตุผลมากกว่าการใช้หลักจารีต ความเชื่อ รวมไปถึงส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง การเคลื่อนไหวยังสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้หรือการใช้ปัญญา ต่อต้านความเชื่อทางไสยศาสตร์ และนำทางให้หลายประเทศในยุโรปเติบโตเป็นชาติมหาอำนาจจนถึงปัจจุบัน

หรือพูดอีกนัยคือ เศรษฐกิจและวิถีชีวิตของโลกอาจจะต้องถึงคราวปรับตัวครั้งใหญ่  เพื่อรับมือกับเชื้อไวรัสตัวใหม่ ที่กลายพันธุ์น่ากลัวกว่าแน่นอน

เวลาเราพูดถึงการปรับตัว ไวรัสปรับตัวมานานแล้ว ที่เรารู้จักกันว่า กลายพันธุ์  คือการปรับตัวของไวรัสเพื่อการอยู่รอด

ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตบางประการว่า ในอนาคตหลังไวรัสผ่านไป เราอาจเห็นการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดแบบใหม่ของมนุษย์ เพราะในอนาคต หากยังใช้ชีวิตแบบเดิม ไวรัสตัวใหม่ อาจจะมาเยือนอีกก็ได้ อาทิ

 

1 การกระจายความเสี่ยง เมืองใหญ่ ๆ ที่มีผู้คนกระจุกตัวอยู่หนาแน่น เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง  แต่เวลาเกิดโรคระบาด จะติดต่อได้เร็ว เมืองใหญ่ ๆ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ผู้คนอยากจะมาใช้ชีวิตอีกต่อไป เมืองเล็ก ๆ อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

 

2 การกระจายอำนาจ ไปทั่วประเทศ กระจายความเจริญไปทั่วประเทศ เพื่อให้แต่ละเมืองอยู่รอดได้ มีเศรษฐกิจมั่นคงเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาความเจริญจากส่วนกลาง

 

3 กระจายความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของประเทศที่ไม่ได้พึ่งพารายได้หลักอย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลัก เมื่อทั้งสองอย่างพังทลายลง เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็แย่ลงด้วย

 

4 การผลิตขนาดใหญ่แบบ mass product กำลังถูกท้าทาย โดยเฉพาะการพึ่งพา supply chain หรือห่วงโซ่อุปทานจากนอกประเทศ ว่าจะอยู่รอดได้จริงหรือหากเกิดวิกฤติขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

 

5 ผู้คนจะเข้าหาธรรมชาติมากขึ้น ผู้คนมีสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะเริ่มรับรู้แล้วว่า การทำลายธรรมชาติ คือจุดเริ่มต้นของโรคระบาดไปทั่วโลก และเริ่มตระหนักว่า การแสวงหาความสุขทางจิตใจ มีความจำเป็นมากพอ ๆกับความสุขจาการได้จับจ่ายใช้เงิน

 

6  นับวันคนต่างจังหวัดที่มาหางานทำในเมืองใหญ่ เริ่มคิดแล้วว่า การทำงานในเมืองอาจไม่ใช่คำตอบ อนาคตของตัวเองคือกลับไปสร้างงานที่บ้านเกิด อาจจะมั่นคงและปลอดภัยกว่าในเมืองใหญ่

 

7  อาชีพที่สามารถทำงานในบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องเข้าที่ทำงาน  ไม่จำเป็นต้องพบปะผู้คนมากมายหรือบ่อย ๆ และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในการทำงาน จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก

 

8  มนุษย์จะฝึกฝนทักษะ ความสามารถที่ตัวเองสามารถทำได้หลากหลายมากขึ้น อาทิ งานช่างต่าง ๆ  งานไม้ ไฟฟ้า ประปา ทำสวน ฯลฯ  เพื่อลดการพึ่งพาคนอื่น  ช่วยตัวเองให้มากขึ้น

 

9 ผู้คนอาจจะรู้สึกว่า small is beautiful ทำเรื่องเล็ก ๆ พอประมาณ มีความสุขตามสมควร อาจจะน่ายินดีกว่า การคิดการใหญ่ ทำงานหวังประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว

 

10  การปกครองที่สอดคล้องกับสภาพความจริงในสังคมจะได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา

 

เมื่อ Corona Virus หายไป แต่ในอนาคต เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียใหม่ ๆ ที่มนุษย์เพิ่งค้นพบ หรือกลายพันธุ์มาใหม่ ร้ายแรงกว่าเก่า จะปรากฎตัวให้เห็นแน่นอน  อยู่ที่ว่า มนุษย์จะมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายได้เพียงใด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: