6 ตุลาคม 2519 กับข้าพเจ้า

ปีนี้ครบรอบ43 ปีเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

คือ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

การสังหารโหดนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เวลานั้นผมอายุ 15 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก 

ผมคุ้นเคยกับธรรมศาสตร์ดี

เดินเข้าออกมหาวิทยาลัยแห่งนี้

เกือบทุกอาทิตย์ ด้วยเหตุว่า

ที่นี่เป็นสวรรค์ของเด็กทำกิจกรรม

ผมมาธรรมศาสตร์ครั้งแรกหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

เมื่อองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดนิทรรศการ “จีนแดง” ขึ้นที่หอประชุมใหญ่

เพื่อเผยแพร่ความคิดสังคมนิยม อุดมการณ์ทางการเมืองแบบมาร์กซิสต์ เลนินนิสต์ เหมาอิสต์

ในงานนั้นมีหนังสือฝ่ายซ้ายพิมพ์ออกมามากมาย  โฉมหน้าศักดินาไทย ของ จิตร ภูมิศักดิ์

และบทกวีหลายชิ้นของจิตรได้รับการเผยแพร่ 

คัมภีร์เหมาเจ๋อตง หนังสือปกสีแดงเล่มเล็กซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการใช้ชีวิตที่นักศึกษาฝ่ายซ้ายต้องพกไว้ในย่ามตลอดเวลา 

และหนังสือหัวก้าวหน้าอีกมากมายวางขายกันเกลื่อน 

ขณะที่ในหอประชุมมีการแสดงดนตรีของวง “ท. เสนและสัญจร”

ซึ่งต่อมากลายเป็น “คาราวาน”

วงดนตรีเพื่อชีวิตวงแรกของไทย

ช่วงนั้นผมแวะเวียนมาร่วมกิจกรรม ประชุมกับพี่ๆ นักศึกษาโดยตลอด  บรรยากาศตอนนั้นนักศึกษาส่วนใหญ่แทบไม่ค่อยเข้าห้องเรียน  ชาวนา ชาวไร่ กรรมกร เดินเข้าออกมหาวิทยาลัยตลอดเวลา 

ร่วมกันคิดร่วมกันฝันว่า

“เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ

ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

แม้ว่าจะเริ่มสนใจแนวคิดฝ่ายซ้าย

อ่านหนังสือ แคปิตะลิสม์ ของ สุภา ศิริมานนท์  นวนิยายเรื่อง แม่ ของ แมกซิม กอร์กี้  ไปจนถึง ปรัชญาชีวิต ของ คาลิล ยิบราน 

แต่ผมยังจำได้ดีว่าตัวเองชอบไปเดินเลียบทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา

เพื่อดูชาวบ้านงมกุ้งก้ามกรามตัวโต

อันเป็นดัชนีชี้วัดว่าสมัยนั้นแม่น้ำเจ้าพระยาสะอาดเพียงใด

จนกระทั่งเมื่อจอมพล ถนอม กิตติขจร

ผู้ถูกบังคับให้ออกนอกประเทศภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ได้บวชเป็นสามเณรกลับเข้าประเทศ

ก่อให้เกิดการประท้วงของนักศึกษาประชาชนไปทั่ว และรุนแรงขึ้น

จากเหตุการณ์ช่างไฟฟ้า 2 คนที่จังหวัดนครปฐมถูกฆ่าแขวนคอ

ขณะออกไปติดโปสเตอร์ต่อต้านการกลับมาของเณรถนอม

ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) นัดชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง บรรดากลุ่มกระทิงแดงอันเป็นกลุ่มอันธพาลการเมือง เข้ามาก่อกวนอย่างหนักถึงขนาดเอางูมาปล่อยในที่ชุมนุม 

ในที่สุดแกนนำคนหนึ่งซึ่งหากจำไม่ผิดคือ ธงชัย วินิจจะกูล ตอนนั้นอยู่ปี ๒ ม. ธรรมศาสตร์ ประกาศว่า

หากสนามหลวงไม่อาจคุ้มครองเราได้ ขอให้พวกเราย้ายไปชุมนุมที่ลานโพ  พอพูดจบบรรดาการ์ดก็รื้อเวที

ช่วยกันเข็นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรหลายสิบถังที่ใช้เป็นฐานรองเวที ผ่านหน้าเราไปตั้งเวทีใหม่ในธรรมศาสตร์

พจนา จันทรสันติ นักเขียนเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งที่มาร่วมชุมนุม พูดด้วยความตกใจว่า

เสียงเข็นถังน้ำมัน เหมือนเสียงสายพานลำเลียงของรถถังไม่มีผิด

ราวกับเป็นลางสังหรณ์

ผมเองไม่ทันคิดอะไร ยังร่วมร้องเพลง “สู้ไม่ถอย” พร้อมๆ กับผู้คนต่างทยอยเดินไปร่วมชุมนุมที่ลานโพ

จนล้นมาถึงสนามฟุตบอล และวันต่อมาก็ต้องย้ายเวทีมาที่สนามฟุตบอล

เพราะลานโพดูจะเล็กเกินไปเสียแล้ว

ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ผมจะมาร่วมชุมนุมจนรถเมล์เที่ยวสุดท้ายถึงได้กลับบ้าน  เรื่อยมาถึงคืนวันที่ 5 ตุลาคม2519

สถานการณ์เลวร้ายลง มีการปล่อยข่าวว่าจะมีการทำรัฐประหาร

จะมีการล้อมปราบนักศึกษา  บรรดาการ์ดต่างวางแผนรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งเครียด 

ผมนั่งอยู่ในสนามฟุตบอลจนใกล้เที่ยงคืน ได้พบพี่สาวคนโต (มด วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์)  เธอไล่ให้ผมกลับบ้านเพราะไม่ปลอดภัย 

เวลานั้นผมคิดจะกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดนักเรียนเพื่อจะกลับมาร่วมชุมนุมใหม่ แต่พอกลับเข้าบ้านได้พ่อแม่ก็ไม่ยอมให้ออกจากบ้านเด็ดขาด ถึงขนาดใช้เข็มขัดเฆี่ยนตีด้วยความเป็นห่วง 

ขณะที่ลูกสาวคนโตยังไม่กลับบ้าน

ตอนสายวันที่ 6 ตุลาคม มีรายงานข่าวทางโทรทัศน์ช่อง 4 (ช่อง 9 ปัจจุบัน) เพียงช่องเดียวว่ามีการล้อมปราบนักศึกษาอย่างโหดร้ายที่สุด

มีข่าวลือหนาหูว่าร่างนักศึกษาหลายคนที่โดนยิงตายถูกแทงปอด

และทิ้งลงทะเลที่ชลบุรี 

ตกเย็นพวกผู้นำทหารทำรัฐประหาร ประกาศเคอร์ฟิวไม่ให้คนออกจากบ้านหลังเที่ยงคืน 

สิ่งที่ผมคิดได้ขณะนั้นคือต้องออกตามหาพี่สาวและเพื่อนหลายคนว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

คืนนั้นผมนอนไม่หลับ น้ำตาไหลคิดถึงคนรู้จักว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร 

วันรุ่งขึ้นผมและเพื่อนออกตระเวนตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อตามหาผู้รอดชีวิต ไม่ก็ไปดูศพผู้เสียชีวิตว่าเป็นคนรู้จักหรือไม่ 

ผมนั่งรถเมล์ไปสังเกตการณ์หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทหารถือปืนกันคนไม่ให้เข้าไป 

ผมเดินต่อไปยังท้องสนามหลวง

เห็นคนมุงซากยางรถยนต์ไหม้ซึ่งควันยังกรุ่น เห็นสิ่งของคล้ายกระดูกโผล่มาจากตรงนั้นจึงรู้ว่ามีคนถูกเผานั่งยาง 

เย็นนั้นนั่งรถเมล์มาที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน (สโมสรตำรวจในปัจจุบัน)

ได้ข่าวว่าผู้ต้องหาส่วนใหญ่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ที่นี่ 

พวกเรารอฟังประกาศรายชื่อผู้ต้องหาด้วยใจระทึก

ภาวนาให้มีชื่อคนรู้จักเพราะอย่างน้อยก็ยังดีที่ได้รู้ว่าเขาไม่สูญหายหรือเสียชีวิต

เราได้ยินชื่อเพื่อนหลายคน แต่ไม่มีชื่อพี่สาว มด วนิดา 

ตอนนั้นมดเป็นแกนนำกรรมกรที่ทางการต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง 

เธอหนีรอดมาได้ และตัดสินใจเข้าป่าในเวลาต่อมา 

ส่วนผมกลับมาบ้าน คืนนั้นผมเอาหนังสือฝ่ายซ้ายหลายสิบเล่มเผาลงถังสังกะสีไม่ให้เพื่อนบ้านรู้

ทำลายหลักฐานที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์

เพราะเวลานั้นใครต่อใครล้วนถูกจับกุมคุมขังได้ทันทีในข้อหาเป็นภัยต่อสังคม

นั่งเผาหนังสือทั้งน้ำตานองหน้าด้วยความคับแค้นใจ

สภาพตอนนั้นไม่ต่างกับบ้านแตกสาแหรกขาด

คิดถึงคนที่โดนยิงตายหลายคน

คิดถึงอีกหลายคนที่ยังตามหาไม่เจอ แต่อัดอั้นตันใจไม่รู้จะทำอะไรได้เพราะทหารตำรวจครองเมือง 

ใจหนึ่งก็อยากเข้าป่าเพื่อกลับมาแก้แค้น อีกใจหนึ่งก็เป็นห่วงพ่อแม่ที่กินไม่ได้นอนไม่หลับมา
หลายคืนเพราะลูกสาวคนโตหายตัวไปเป็นอาทิตย์แล้ว

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมเป็นอาสาสมัครอายุน้อยที่สุดที่ไปช่วยงานกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม 

ตอนนั้นมีพระไพศาล วิสาโล (ยังไม่บวช) ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ฯลฯ เป็นสมาชิกคนสำคัญ 

ภารกิจของกลุ่มคือการรณรงค์ให้ปล่อยผู้นำนักศึกษา 18 คนที่ถูกจับกุมคุมขังจากเหตุการณ์นั้น อาทิ ธงชัย วินิจจะกูล  สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล  สุธรรม แสงประทุม  วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ฯลฯ 

พวกเราผลัดกันไปเยี่ยมผู้ต้องหาที่ติดคุกในเรือนจำ ให้กำลังใจ คอยส่งข่าวความคืบหน้า

และติดต่อกับองค์การนิรโทษกรรมสากลเผยแพร่ข่าวคดี 6 ตุลาในสื่อต่างประเทศเพื่อหวังกดดันรัฐบาลไทย

จนในที่สุดผู้ต้องหาทั้งหมดก็ได้รับการปลดปล่อย

ขณะที่พวกเราโดนสันติบาลกดดันอย่างหนัก บ้างถูกดักฟังโทรศัพท์ บ้างมีตำรวจนอกเครื่องแบบคอยติดตามจนกลายเป็นเรื่องปรกติ 

เราทำงานค่อนข้างว้าเหว่ เพราะไม่มีใครกล้าแอ่นอกรับเรื่องนี้ 

ยอมรับว่าตอนนั้นบางครั้ง

ผมก็กลัวโดนอุ้ม

6 ตุลาคม 2520

ครบ 1 ปีเหตุการณ์สังหารโหด บรรยากาศเวลานั้นเสรีภาพมีเพียงน้อยนิด กิจกรรมนักศึกษายังเป็นสิ่งต้องห้ามในมหาวิทยาลัย

ไม่มีใครกล้าพูดถึงการนองเลือดที่เพิ่งผ่านไป 

เช้าวันนั้นผมสวมชุด รด. ออกจากบ้านเพราะมีเรียนวิชาทหาร 

ก่อนไปเรียนแวะมาท่าพระจันทร์ เพราะนัดพรรคพวก3-4 คนมาทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

จำได้ว่าวันนั้นมีเฉพาะพวกเราเท่านั้นมาร่วมไว้อาลัย 

ช่างภาพสื่อมวลชนต่างประเทศจำนวนมากมารอทำข่าวความเคลื่อนไหวภายหลังเหตุการณ์ผ่านไป 1 ปี

แต่ไม่มีนักข่าวไทยเลย 

พอเราตักบาตรเสร็จ

นักข่าวฝรั่งพยายามตามมาสัมภาษณ์ เราไม่กล้าพูดอะไร

ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินไปท้องสนามหลวงพร้อมถือดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย  เราหยุดใต้ต้นมะขามต้นหนึ่ง

ยืนพนมมือสงบนิ่ง ปักธูปและแขวนดอกไม้ไว้บนกิ่งไม้ต้นนั้

ที่เมื่อปีก่อนนักศึกษาคนหนึ่งถูกแขวนคออย่างทารุณ

43 ปีผ่านไป ภาพเหล่านั้นยังคงแจ่มชัดจนถึงปัจจุบัน เป็นบทพิสูจน์ว่า

“ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า

เราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย”

    Leave a Reply

    Fill in your details below or click an icon to log in:

    WordPress.com Logo

    You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

    Google photo

    You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

    Twitter picture

    You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

    Facebook photo

    You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

    Connecting to %s

    %d bloggers like this: