ดูท่าทางโลกจะไม่รอด 4

 

climateChange

 

ข่าวใหญ่ที่สุดในรอบปี แต่ดูเหมือนกลายเป็นข่าวเล็ก ๆของสื่อไทย

ข่าวชิ้นนี้กำลังบอกเราว่า

การอยู่รอดของธรรมชาติและมนุษยชาติบนโลกสีน้ำเงินใบนี้กำลังริบหรี่ลงเรื่อย ๆ

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 จากการประชุมที่กรุงปารีส องค์การสหประชาชาติ

ได้ออกรายงานประเมินสภาพธรรมชาติของโลก

โดยใช้เวลาจัดทำรายงานฉบับนี้ที่มีความยาว 1,800 หน้า เป็นเวลาสามปี

จากหน่วยงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ

และการให้บริการของระบบนิเวศ

(Intergovernmental Panel for Biodiversity and Ecosystem Services หรือ IPBES)

 

รายงานฉบับนี้เป็นการประเมินธรรมชาติบนโลกใบนี้

ฉบับสมบูรณ์ที่สุด

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังเตือนมนุษยชาติว่า

ในรอบห้าสิบปีที่ผ่านมา

ธรรมชาติทั้ง ป่า ดิน น้ำ อากาศ แร่ธาตุ

กำลังเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วในอัตราที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

 

ไม่ต้องโทษใครเลย มาจากน้ำมือของมนุษย์ล้วน ๆ

ด้วยสาเหตุหลักคือ

ประชากรมากขึ้น

 

ในรอบห้าสิบปี ประชากรโลกเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า

ทำให้ต้องการอาหารและพลังงานมากขึ้น

 

สิ่งที่ตามมาคือ การทำลายป่า ขยายที่เพาะปลูก

และเปลี่ยนเป็นพื้นที่เลี้ยงปศุสัตว์

ไปจนถึงการจับสัตว์น้ำมากินจนแทบจะหมดทะเล

 

ผลที่ตามมาคือ

ป่าเขตร้อนของโลก ส่วนใหญ่อยู่ทางแถบเส้นศูนย์สูตร

คือป่าอะเมซอนในอเมริกาใต้

และป่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แหล่งผลิตออกซิเจนชั้นยอดให้กับโลก และพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุด

ได้ถูกบุกรุก ทำลายลงมากกว่า 600 ล้านไร่

เพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปศุสัตว์ และปลูกข้าวโพด ถั่วเหลือง

ไปผลิตอาหารสัตว์

จากการที่คนทั่วโลกบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น ตามความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

และปลูกต้นปาล์ม เพื่อผลิตน้ำมันปาล์ม น้ำมันพืชสารพัดประโยชน์

 

ขณะที่พื้นที่ชุ่มน้ำ (wetland) ทั่วโลกลดลงไปกว่า 80 เปอร์เซนต์

มนุษย์บุกรุกป่า เพื่อเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และเผาป่า

เพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่เพาะปลูก

 

นักวิทยาศาสตร์พบว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของการทำเกษตรกรรมเป็นไปเพื่อ

การผลิตเนื้อสัตว์

ยิ่งมนุษย์กินเนื้อสัตว์มาก ก็ทำลายป่ามาก

 

การบุกรุกป่าขนาดใหญ่ ยังได้ส่งผลที่ตามมาคือการเผาป่าและเผาพืชไร่

ที่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศสูงขึ้น

 

สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ ราว 1 ล้านสายพันธุ์

กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า

นับเป็นอัตราการทำลายล้างที่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยในช่วง 10 ล้านปีที่ผ่านมาหลายร้อยเท่า

 

ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา แม้มนุษย์จะกินเนื้อมากขึ้น

เนื้อที่เป็นอาหารหลักของคน คือปลาทะเล

หลายคนคงไม่ทราบว่า

อาหารจากทะเลเป็นอาหารโปรตีนหลักที่เลี้ยงคนทั่วโลกมาช้านาน

แต่ท้องทะเลก็หายนะ

 

แต่ละปีมนุษย์ทิ้งของเสียลงสู่ทะเล 300-400 ล้านตัน

ของเสียเหล่านี้ไม่ได้ไปไหน จมอยู่ก้นทะเลและเพิ่มขึ้นทุกปี

สร้างมลภาวะทางทะเลอย่างไม่มีใครแก้ได้ โดยเฉพาะขยะพลาสติก

 

แม่น้ำที่สร้างมลภาวะพลาสติกมากที่สุดในโลก 8 ใน 10 สายอยู่ในทวีปเอเชีย

เทียบเท่ากับปริมาณขยะพลาสติก 95% ที่ไปสร้างปัญหาในทะเลและมหาสมุทรทั่วโลก

 

เมื่อมนุษย์เพิ่มขึ้น การทำประมงอย่างรุนแรงก็เพิ่มขึ้น

จนแทบจะไม่เหลือปลาที่เล็ดรอดตาข่ายอวนในทะเลได้

มีการประเมินว่าปลาจะหมดทะเลภายในปี 2048

ถ้ายังไม่สามารถแก้ปัญหาประมงที่ไม่ยั่งยืนได้

 

ขณะที่ปะการังทั่วโลก แหล่งอนุบาลสำคัญของสัตว์ทะเลร้อยละ 90

อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมอย่างหนัก

ในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา พื้นผิวปะการังลดลงถึงเกือบครึ่งหนึ่ง

 

และที่สาหัสและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปทั่วโลกคือ

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่านับตั้งแต่ปี 1980

ส่งผลให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 0.7 องศาเซลเซียส

เกิดปัญหาโลกร้อน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล

 

นี่คือตัวอย่างความฉิบหายของโลกใบนี้ จากรายงานพันกว่าหน้า

รายงานฉบับดังกล่าวได้รับการรับรองจากตัวแทนรัฐบาลเกือบทุกประเทศ

จึงนับเป็นครั้งแรกที่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเป็นวิกฤติที่ทุกฝ่ายยอมรับตรงกัน

 

จะแก้ไขหรือไม่คงต้องติดตามดูต่อไป

เพราะจากนี้เป็นต้นไป การรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม

คงไม่ใช่แค่การเก็บขยะ สร้างฝาย ใช้ถุงผ้า ฯลฯ อีกต่อไป

แต่หมายถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกอย่างจริงจัง

3f19e7

 

.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: