SPOTLIGHT ศักดิ์ศรีของนักข่าวตัวจริง

91F8ampdMOL._SL1500_.1

 

ในโลกปัจจุบัน ที่ผู้คนกระหายข่าวเพิ่มขึ้น

และดูเหมือนข่าวจะมีอิทธิพลทางต่อผู้อ่านมาตลอด

มีสำนักข่าวเกิดขึ้นมากมาย

มีกองทัพนักข่าวมหาศาล

แต่จะมีข่าวสักกี่ชิ้นที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

และเป็นที่จดจำของผู้คนไปอีกนาน

 

เมื่อสามปีก่อน มีภาพยนตร์เล็ก ๆ เรื่องหนึ่งเข้าฉายโรงหนัง

แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากคนดูมากนัก

แม้ว่าจะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตุ๊กตาทองรางวัลออสการ์หลายรางวัล

และสุดท้ายก็ได้รับรางวัลใหญ่สุด ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

คือเรื่อง Spotlight

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง

เรื่องราวการทำข่าวสืบสวนระดับเทพชิ้นหนึ่ง

ของ Boston Globe หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

แต่มียอดจำหน่ายสูงฉบับหนึ่งในเมืองบอสตัน

ที่นักข่าวใช้เวลานับปี ในการสืบหาข้อเท็จจริง

เพื่อเปิดโปงการล่วงละเมิดเมิดทางเพศเด็กชาย และเด็กหญิง

จากบรรดา คุณพ่อ บาทหลวงของคริสตจักร นิกายโรมันคาธอลิก

 

การล่วงละเมิดทางเพศนี้เกิดขึ้นมาร่วมสามสิบปี

แต่ด้วยอิทธิพลของศาสนจักร การติดสินบนทนายความ อัยการ ตำรวจ

ทำให้บรรดานักบวชเหล่านี้รอดพ้นจากการตกเป็นข่าว หรือถูกพิพากษา และติดคุกมาโดยตลอด

จนกระทั่งเมื่อบรรณาธิการคนใหม่ของ Boston Globe มารับตำแหน่ง

และให้ความสนใจกับข่าวเล็ก ๆชิ้นนี้ซึ่งเคยถูกตีพิมพ์

จึงได้สั่งให้ทีมข่าวเจาะสี่คน ทำการสืบสวน

แกะรอยเรื่องราวที่เกิดขึ้นมานานหลายสิบปีและสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน

 

หนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงมืออาชีพของการทำข่าวสืบสวน

แบบกัดไม่ปล่อยแม้ว่าจะยากเย็นเพียงใด

เพราะเป็นเรื่องเกิดนานแล้ว

ข้อมูลแทบจะต้องเริ่มควานหากันใหม่

นักข่าวพบว่าบรรดานักบวชมักจะละเมิดทางเพศกับเด็กที่มีฐานะทางบ้านยากจน

และเมื่อเกิดเรื่องแล้วครอบครัวก็จะพยายามปิดข่าว

เพราะความอับอาย กลัวว่าจะไม่มีใครเชื่อ

กลายเป็นปมด้อยของเด็กติดตัวไปตลอดชีวิต

และหลายคนก็ฆ่าตัวตาย

 

เหยื่อหลายคนจึงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์นักข่าว

ขณะเดียวกันบรรดานักข่าวก็เจออิทธิพลเจอการข่มขู่ทางอ้อม

และที่สำคัญคือ

บอสตันเป็นเมืองคาทอลิคมีพระสังฆราชคาร์ดินัล

ตำแหน่งสูงของศาสนจักร

เป็นศูนย์กลางความเชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักร

ชาวเมืองให้ความเคารพมาก

และแม้ว่าหลายคนจะทราบความฉ้อฉลของนักบวช

แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น

ไม่ให้ความสำคัญกับอีแค่เด็กยากจนถูกพระข่มขืน

เพราะกลัวความเสื่อมศรัทธาของศาสนา

 

และเป็นความโชคร้ายอีกเมื่อนักข่าว พยายามสืบเจาะเรื่องนี้ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์  9/11

ทำให้บรรดาคริสตจักรกลายเป็นศูนย์รวมในการเยียวยาจิตใจของชาวอเมริกัน

และปลุกพลังความรักชาติเพื่อสู้กับศัตรู

ยิ่งทำให้ศาสนามีความศักดิ์สิทธิ์ จนยิ่งไม่มีใครกล้าแตะ

 

แต่หนังได้แสดงให้เห็นถึงความสุขุม ความฉลาดของบก.ใหญ่

ที่ให้กำลังใจ ชี้นำประเด็นให้นักข่าว จนในที่สุด สามารถสืบสวนจนพบว่า

มีบาทหลวงเกือบ 90 คน ในบอสตัน

ที่มีส่วนในการละเมิดทางเพศเด็กนับพันคนเป็นเวลาหลายสิบปี

แต่ได้รับการปกป้องจากพระคาร์ดินัลผู้นำศาสนาของตัวเอง

ราวกับว่าไม่เกิดอะไรขึ้น

 

มีฉากหนึ่ง

นักข่าวใจร้อนคนหนึ่ง สามารถหาหลักฐานมัดตัวนักบวชคนหนึ่งผู้กระทำผิด

และอยากให้เปิดข่าวเร็ว ๆ จนทะเลาะกับบรรณาธิการ

ผู้กล่าวเตือนสติได้ดีมากว่า

 

spotlight-movie.1

 

“หากเราตีพิมพ์ข่าวตอนนี้ เราก็จะได้แค่จับบาทหลวงคนเดียวแต่เราต้องสู้กับระบบ

เพราะระบบมันเลวร้าย คือตัวศาสนจักร ไม่ใช่ตัวบุคคลอย่างเดียว

หากหน้าที่ของสื่อมวลชนคือจะเปลี่ยนสังคม

ต้องทำให้ระบบเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล”

 

บรรณาธิการ พูดต่อไปว่า

“ที่พวกเรามารวมกันทำงานชิ้นนี้อย่างอดหลับอดนอนมาหลายเดือน

ไม่ใช่อะไรอื่น เพราะนี่คือหน้าที่ของนักข่าว

ที่ต้องเปลี่ยนให้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้เป็นแค่ข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์สองสามวัน

และก็เงียบไปทุกอย่างก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน”

 

สุดท้ายจากความกดดัน จากการทำงานหนัก

การไม่ยอมจำนนกับอุปสรรคอันยากเย็นแสนเข็ญ

พอหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้เริ่มรายงานข่าวการละเมิดทางเพศเด็ก

ก็เริ่มมีเหยื่อจำนวนมากทยอยส่งข้อมูลมาให้เรื่อย ๆ

จนสามารถรายงานข่าวเรื่องนี้ได้มากกว่า 600 ชิ้น

ทำให้พระคาร์ดินัลต้องลาออกจากตำแหน่งในเมืองบอสตัน

(แต่ไปประจำที่กรุงโรม ซึ่งแสดงว่าสุดท้ายก็ปกป้องพวกเดียวกัน )

 

และเป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดโปงว่า

บาทหลวงแห่งคริสตจักรหลายพันคนทั่วสหรัฐอเมริกา

และทั่วโลกก็มีพฤติกรรมในการละเมิดทางเพศกับเด็กหญิง เด็กชาย

 

ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วสะท้อนมาดูวงการข่าวบ้านเรา

จะพบว่า ข่าวประเภทสืบสวนหรือข่าวเจาะนับวันจะหาดูยากมากขึ้น

ทั้ง ๆ ที่บ้านเรามีปัญหาหลายประเด็น

อาทิ การทุจริตของรัฐ  การใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ฯลฯ

แต่ส่วนใหญ่การรายงานข่าวก็เป็นเพียงการแตะ ๆให้พอเป็นข่าวว่า

เกิดอะไรขึ้น  ที่ไหน เมื่อไร แล้วก็หายไป

ยากมากที่จะกัดไม่ปล่อย

หรือข่าวสืบสวนบางข่าวก็กัดไม่ปล่อย แบบไม่มีประเด็นแหลมคม

 

ส่วนตัวเชื่อว่ายังพอมีนักข่าวไฟแรง

แต่บก.ใหญ่ที่คอยชี้ประเด็นและให้การสนับสนุน

ไม่แน่ใจว่ายังจะมีมากน้อยเพียงใด

เหมือนกับบก.ของ Boston Globe

ที่ทำตัวเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน

และย้ำว่า

การรายงานข่าวต้องสามารถเปลี่ยนแปลงระบบที่ไม่ดีได้

ไม่ใช่เฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น

 

มันยากมาก

แต่นี่คือความสง่างามและศักดิ์ศรีของอาชีพสื่อมวลชน

ซึ่งนับวันจะหายากมากในสังคมไทยขณะนี้

 

MV5BMjIyOTM5OTIzNV5BMl5BanBnXkFtZTgwMDkzODE2NjE@._V1_.1

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: